การผ่าตัดแผลปริขอบทวาร
การผ่าตัดแผลปริขอบทวาร (LIS ; Lateral Internal Sphincterotomy)
LIS หรือ Lateral Internal Sphincterotomy เป็นการผ่าตัดรักษาแผลปริขอบทวารเรื้อรัง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูด เพิ่มเลือดมาเลี้ยงบริเวณแผล และช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น
ปัจจุบัน LIS ยังคงเป็นแนวทางการรักษามาตรฐาน (Gold Standard) สำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรังที่เหมาะสม โดยมีอัตราการหายของแผลสูงและอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำ
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่
ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นแผลปริขอบทวารเรื้อรัง
ใช้ยาและการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
เป็นซ้ำบ่อย
ปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ตรวจพบ Sentinel Pile, Hypertrophied Anal Papilla หรือ Exposed Internal Sphincter Fiber
การผ่าตัดแผลปริขอบทวาร (LIS; Lateral Internal Sphincterotomy)
คืออะไร?
การผ่าตัดแผลปริขอบทวาร เป็นการรักษาสำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรัง โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า LIS (Lateral Internal Sphincterotomy)
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวโรค: แผลปริขอบทวารคืออะไร และเกิดจากอะไร →
การรักษาวิธีนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูดภายใน (Internal Anal Sphincter) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้แผลหายได้ยาก
ในผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรัง กล้ามเนื้อหูรูดมักหดเกร็งมากกว่าปกติ ทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณแผลลดลง ส่งผลให้แผลหายช้า เกิดอาการปวดซ้ำ และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารช่วยลดแรงดันของกล้ามเนื้อหูรูด เพิ่มเลือดมาเลี้ยงบริเวณแผล และช่วยให้แผลสามารถหายได้ตามธรรมชาติ
เป้าหมายของการผ่าตัด
- ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูดภายใน
- เพิ่มเลือดมาเลี้ยงบริเวณแผล
- ช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น
- ลดอาการปวดขณะและหลังการขับถ่าย
- ลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรค
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารแตกต่างจากยาทาและ Botox อย่างไร?
ยาทาและการฉีด Botulinum Toxin (Botox) มีเป้าหมายเพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูดเช่นเดียวกัน แต่ผลการรักษาอาจไม่ถาวร และยังมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ค่อนข้างมาก
ในผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรังที่เหมาะสม การผ่าตัดแผลปริขอบทวารมีอัตราการหายของแผลสูงกว่า และมีอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำกว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ปัจจุบัน LIS ยังคงเป็นแนวทางการรักษามาตรฐาน (Gold Standard) สำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรังที่เหมาะสม
อ่านเพิ่มเติมเรื่องแผลปริเฉียบพลันและเรื้อรังต่างกันอย่างไร: แผลปริเฉียบพลันและ แผลปริเรื้อรังต่างกันอย่างไร? →
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารทำงานอย่างไร?
วงจรของโรค
แผลปริขอบทวารเรื้อรังมักเกิดจากวงจรที่ทำให้แผลไม่สามารถหายได้ตามปกติ
เมื่อวงจรนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แผลอาจเข้าสู่ภาวะเรื้อรังและมีโอกาสหายได้ยากกว่าระยะเริ่มต้น
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารช่วยแก้ปัญหาอย่างไร?
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตัดแผลออกโดยตรง แต่เป็นการแก้ไขสาเหตุสำคัญที่ทำให้แผลเรื้อรังหายได้ยาก
เมื่อแรงดันของกล้ามเนื้อหูรูดลดลง เลือดสามารถมาเลี้ยงบริเวณแผลได้ดีขึ้น ส่งผลให้แผลมีโอกาสหายได้ตามธรรมชาติ ลดอาการปวด และลดโอกาสกลับเป็นซ้ำในระยะยาว
เมื่อไรควรพิจารณาการผ่าตัดแผลปริขอบทวาร?
ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีแผลปริขอบทวารระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม การรับประทานอาหารที่มีกากใยเพียงพอ และการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม เมื่อแผลเข้าสู่ระยะเรื้อรัง การหายของแผลมักทำได้ยากขึ้น และอาจกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย แม้ได้รับการรักษาเบื้องต้นอย่างเหมาะสมแล้ว
แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS (Lateral Internal Sphincterotomy) ในกรณีต่อไปนี้
มีลักษณะของแผลปริขอบทวารเรื้อรัง
ใช้ยาและการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
เป็นซ้ำบ่อย
มีอาการปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ตรวจพบ Sentinel Pile
ตรวจพบ Exposed Internal Sphincter Fiber
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
ผู้ป่วยที่มีแผลปริขอบทวารเรื้อรังมักมีโอกาสหายของแผลจากการผ่าตัดแผลปริขอบทวารสูงกว่าการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ปัจจุบัน การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS ยังคงเป็นแนวทางการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรังที่เหมาะสม เนื่องจากมีอัตราการหายของแผลสูงและอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำ
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS เป็นมาตรฐานการรักษาจริงหรือไม่?
ปัจจุบัน การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS (Lateral Internal Sphincterotomy) ยังคงเป็นแนวทางการรักษามาตรฐาน (Gold Standard) สำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรังที่เหมาะสม
แนวทางเวชปฏิบัติของ American Society of Colon and Rectal Surgeons (ASCRS) และงานวิจัยทางศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจำนวนมาก ยังคงสนับสนุนการผ่าตัด LIS เนื่องจากมีอัตราการหายของแผลสูงและอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำเมื่อเทียบกับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ทำไม ASCRS Guideline จึงสนับสนุน LIS?
แผลปริขอบทวารเรื้อรังมักมีภาวะกล้ามเนื้อหูรูดภายในหดเกร็งร่วมด้วย ทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณแผลลดลงและแผลหายได้ยาก
การผ่าตัด LIS สามารถลดแรงดันของกล้ามเนื้อหูรูดภายใน เพิ่มเลือดมาเลี้ยงบริเวณแผล และแก้ไขสาเหตุสำคัญของโรคได้โดยตรง
ด้วยเหตุนี้ LIS จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดสำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรัง
อัตราการหายของแผล (Healing Rate)
จากข้อมูลในงานวิจัยและการทบทวนวรรณกรรมทางการแพทย์
✅ การผ่าตัด LIS มีอัตราการหายของแผลประมาณ 90–95%
ขณะที่การรักษาแบบไม่ผ่าตัดมักมีอัตราการหายของแผลต่ำกว่า และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้มากกว่าในระยะยาว
อัตราการกลับเป็นซ้ำ (Recurrence Rate)
หลังการผ่าตัด LIS
✅ อัตราการกลับเป็นซ้ำโดยทั่วไปประมาณ 2–8%
ซึ่งถือว่าต่ำกว่าวิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดหลายรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการกลับเป็นซ้ำอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของโรค เทคนิคการผ่าตัด และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย
LIS เทียบกับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
| วิธีรักษา | อัตราการหายของแผลโดยประมาณ | โอกาสกลับเป็นซ้ำ |
|---|---|---|
| Diltiazem | 50–70% | ค่อนข้างสูง |
| GTN | 45–70% | ค่อนข้างสูง |
| Botulinum Toxin | 60–80% | ปานกลาง |
| LIS | 90–95% | ต่ำ |
ตัวเลขอาจแตกต่างกันในแต่ละการศึกษา
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
แม้ว่ายาทาเฉพาะที่และ Botulinum Toxin จะมีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยบางราย แต่สำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรังที่เหมาะสม การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS ยังคงเป็นแนวทางการรักษามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เนื่องจากมีอัตราการหายของแผลสูงและอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำกว่าวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัดส่วนใหญ่
ก่อนผ่าตัดต้องประเมินอะไรบ้าง?
ก่อนพิจารณาการผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS (Lateral Internal Sphincterotomy) จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียด เพื่อยืนยันการวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรค และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
การซักประวัติ
แพทย์จะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับอาการ เช่น
- อาการปวดขณะถ่ายอุจจาระ
- อาการปวดต่อเนื่องหลังถ่าย
- เลือดสดติดกระดาษชำระ
- ระยะเวลาที่มีอาการ
- การรักษาที่เคยได้รับมาก่อน
- ประวัติการเป็นซ้ำของโรค
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินความเป็นไปได้ของแผลปริขอบทวารและวางแผนการรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
การตรวจร่างกาย
การตรวจร่างกายโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในการวินิจฉัย
แพทย์จะประเมิน
- ตำแหน่งของแผล
- ลักษณะของขอบแผล
- การมี Sentinel Pile
- การมี Exposed Internal Sphincter Fiber
- ความผิดปกติอื่นบริเวณทวารหนัก
ในผู้ป่วยจำนวนมาก การตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียวสามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้
การประเมินว่าเป็นแผลปริขอบทวารเรื้อรังหรือไม่
การพิจารณาผ่าตัด LIS มักเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่มีแผลปริขอบทวารเรื้อรัง
การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยระยะเวลาที่เป็นเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาร่วมกับลักษณะเฉพาะของแผล เช่น
Sentinel Pile
Hypertrophied Anal Papilla
Exposed Internal Sphincter Fiber
ลักษณะเหล่านี้ช่วยบ่งชี้ว่าแผลเข้าสู่ระยะเรื้อรังและมีโอกาสหายได้ยากกว่าระยะเริ่มต้น
โรคอื่นที่ต้องแยกจากแผลปริขอบทวาร
อาการปวดก้นหรือถ่ายเป็นเลือดสดไม่ได้เกิดจากแผลปริขอบทวารเสมอไป
โรคที่อาจมีอาการคล้ายกัน ได้แก่
- ริดสีดวงทวาร
อ่านเพิ่มเติม: ริดสีดวงทวารคืออะไร → - โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn's Disease)
- มะเร็งทวารหนัก (Anal Cancer)
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง
อ่านเพิ่มเติม: มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงคืออะไร →
ในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและแยกโรคอื่นที่อาจซ่อนอยู่
การวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วย
หลังการประเมินครบถ้วน แพทย์จะอธิบายทางเลือกในการรักษา ข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงของแต่ละแนวทาง
เป้าหมายสำคัญคือการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยคำนึงถึงทั้งโอกาสหายของแผล การกลับเป็นซ้ำ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS ไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกคน
การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักก่อนการรักษา มีความสำคัญต่อการยืนยันการวินิจฉัย แยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
วันผ่าตัดเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
เมื่อวางแผนการรักษาและตัดสินใจผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS (Lateral Internal Sphincterotomy) แล้ว ผู้ป่วยจำนวนมากมักมีคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนในวันผ่าตัด การระงับความรู้สึก และระยะเวลาพักฟื้นหลังการรักษา
โดยทั่วไป การผ่าตัด LIS เป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพักรักษาตัว
ในโรงพยาบาลประมาณ 1 คืนเพื่อสังเกตอาการ ก่อนกลับบ้านได้ในวันถัดไป
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินสุขภาพโดยรวม ทบทวนโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และผลตรวจที่เกี่ยวข้อง
ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัดตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับยาที่ควรหยุดหรือรับประทานต่อก่อนเข้ารับการรักษา
การระงับความรู้สึก
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS สามารถทำได้ภายใต้การระงับความรู้สึกหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วย และดุลยพินิจของวิสัญญีแพทย์
ตัวอย่าง ได้แก่
- ยาชาเฉพาะที่
- การบล็อกหลัง (Spinal Anesthesia)
- การดมยาสลบ (General Anesthesia)
แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ระยะเวลาการผ่าตัด
การผ่าตัด LIS โดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน
ส่วนใหญ่มักใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและรายละเอียดของหัตถการในผู้ป่วยแต่ละราย
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS เป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะ
พักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 1 คืนเพื่อสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน
หลังผ่าตัดต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS มีความสำคัญต่อการหายของแผล การลดความไม่สบายหลังผ่าตัด และการป้องกันการกลับมาของอาการในอนาคต
แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว แต่การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
การล้างแผล
ควรรักษาความสะอาดบริเวณแผลตามคำ
แนะนำของแพทย์
หลังการขับถ่ายอุจจาระ ควรทำความสะอาดบริเวณแผลอย่างอ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการขัดถูแรง ๆ ซึ่งอาจรบกวนการหายของแผลได้
การแช่ก้นด้วยน้ำอุ่น
การแช่ก้นด้วยน้ำอุ่น (Sitz Bath) อาจช่วยลดอาการปวด ลดความตึงของกล้ามเนื้อบริเวณทวารหนัก และช่วยให้ดูแลแผลได้ง่ายขึ้น
โดยทั่วไปมักแนะนำให้แช่ก้นวันละหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายอุจจาระ ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแล
การรับประทานยา
ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
เช่น
- ยาแก้ปวด
- ยาช่วยให้อุจจาระนิ่ม
- ยาอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ดูแล
การขับถ่ายอุจจาระ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติหลังผ่าตัด
ในช่วงแรกอาจมีอาการเจ็บหรือไม่สบายบริเวณแผลได้บ้าง แต่โดยทั่วไปอาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามการหายของแผล
ไม่ควรกลั้นอุจจาระ เนื่องจากอาจทำให้อุจจาระแข็งและเพิ่มความไม่สบายขณะขับถ่าย
การป้องกันท้องผูก
การป้องกันท้องผูกเป็นส่วนสำคัญของการดูแลหลังผ่าตัดและช่วยลดโอกาสการกลับมาของอาการในอนาคต
คำแนะนำทั่วไป ได้แก่
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารที่มีกากใยเหมาะสม
- ออกกำลังกายตามความเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายเป็นเวลานาน
- รับประทานยาช่วยให้อุจจาระนิ่มตามคำแนะนำของแพทย์
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
หลังผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว
อย่างไรก็ตาม การดูแลแผล การป้องกันท้องผูก และการมาตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญต่อการหายของแผลและผลการรักษาในระยะยาว
หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นนานไหม?
การฟื้นตัวหลังผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS (Lateral Internal Sphincterotomy) แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค สุขภาพโดยรวม และลักษณะการใช้ชีวิตของผู้ป่วย
โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว และมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจนภายในช่วงแรกหลังการรักษา
สามารถกลับบ้านได้เมื่อไร?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 1 คืนหลังผ่าตัด เพื่อสังเกตอาการ ประเมินการควบคุมอาการปวด และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังการรักษา
หากอาการโดยรวมเป็นปกติ สามารถรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ปัสสาวะ และเดินได้ตามปกติ แพทย์จะพิจารณาอนุญาตให้กลับบ้านในวันถัดไป
ในผู้ป่วยบางราย ระยะเวลาการพักรักษาตัวอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของโรค โรคร่วม และดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล
สามารถออกกำลังกายได้เมื่อไร?
ในช่วงแรกหลังผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายหนัก และกิจกรรมที่เพิ่มแรงดันบริเวณอุ้งเชิงกราน
โดยทั่วไปสามารถเริ่มเดินและทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ตั้งแต่ระยะแรกหลังผ่าตัด และค่อย ๆ กลับไปออกกำลังกายตามปกติเมื่ออาการดีขึ้นและได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้ดูแล
แผลผ่าตัดใช้เวลานานเท่าไรจึงจะหาย?
ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการปวดขณะถ่ายอุจจาระลดลงอย่างชัดเจนภายในช่วงแรกหลังผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม การหายของแผลอย่างสมบูรณ์อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลและการฟื้นตัวของผู้ป่วยแต่ละราย
การมาตรวจติดตามตามนัดมีความสำคัญต่อการประเมินการหายของแผลและผลการรักษาในระยะยาว
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS เป็นหัตถการที่มีระยะเวลาพักฟื้นค่อนข้างสั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว และมักมีอาการปวดจากแผลปริขอบทวารดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังการรักษา
การดูแลแผล ป้องกันท้องผูก และมาตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ มีส่วนช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในอนาคต
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบหลังการผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS
การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS เป็นหัตถการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีอัตราความสำเร็จสูง อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกประเภท ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในผู้ป่วยบางราย
เลือดออก
ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกจากแผลผ่าตัดได้ในช่วงแรกหลังการรักษา
ส่วนใหญ่มักเป็นเลือดออกปริมาณเล็กน้อยและค่อย ๆ ดีขึ้นตามการหายของแผล
การติดเชื้อ
การติดเชื้อหลังผ่าตัดพบได้ไม่บ่อย แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในบางกรณี
การดูแลแผลอย่างเหมาะสมและการมาตรวจติดตามตามนัด มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว
แผลหายช้า หรืออาการไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวัง
แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นหลังการผ่าตัด แต่ในบางรายการหายของแผลอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ หรือยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่บางส่วนในช่วงแรกของการฟื้นตัว
การกลับเป็นซ้ำของแผลปริขอบทวาร
การกลับเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด LIS สามารถเกิดขึ้นได้ แต่พบไม่บ่อย
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมการขับถ่าย ภาวะท้องผูกเรื้อรัง โรคร่วมของผู้ป่วย และลักษณะของโรคก่อนการรักษา
กลั้นลมได้ลดลง (Flatus Incontinence)
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกลั้นลมได้ลดลงหลังผ่าตัด
อาการมักมีความรุนแรงไม่มาก และพบได้แตกต่างกันในแต่ละราย
กลั้นอุจจาระได้ลดลง (Fecal Incontinence)
ภาวะกลั้นอุจจาระผิดปกติเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ แต่พบได้ไม่บ่อย
ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดเดิม ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบางประการ
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
ภาวะกลั้นอุจจาระผิดปกติพบได้ไม่บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักก่อนการรักษา มีความสำคัญต่อการเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์
การรักษาแผลปริขอบทวารเรื้อรังควรอาศัยทั้งประสบการณ์ทางคลินิกและหลักฐานทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ปัจจุบัน การผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS (Lateral Internal Sphincterotomy) ยังคงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยแผลปริขอบทวารเรื้อรังที่เหมาะสม เนื่องจากมีอัตราการหายของแผลสูงและอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำ
Research Highlights
- ASCRS Clinical Practice Guideline for Anal Fissure
- Lateral Internal Sphincterotomy in Chronic Anal Fissure
- Botulinum Toxin versus LIS for Chronic Anal Fissure
- Long-term Outcomes after LIS
คำแนะนำจากหมอด้วง
แผลปริขอบทวารเรื้อรังเป็นโรคที่พบได้บ่อย และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องทนกับอาการปวดขณะถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน หรือเป็นซ้ำหลายครั้งก่อนจะได้รับการรักษาที่เหมาะสม หากแผลเข้าสู่ระยะเรื้อรัง การหายของแผลมักทำได้ยากกว่าระยะเริ่มต้น และการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอาจให้ผลลัพธ์จำกัดในผู้ป่วยบางราย การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยยืนยันการวินิจฉัย แยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้มีโอกาสหายของแผลสูง ลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดแผลปริขอบทวารด้วยวิธี LIS
1. LIS คืออะไร?
2. การผ่าตัด LIS เจ็บมากไหม?
3. การผ่าตัด LIS ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?
4. การผ่าตัด LIS หายขาดหรือไม่?
5. การผ่าตัด LIS สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
6. ผ่าตัดแล้วจะกลั้นลมไม่ได้หรือไม่?
7. ผ่าตัดแล้วจะกลั้นอุจจาระไม่ได้หรือไม่?
8. Botox ดีกว่าการผ่าตัด LIS หรือไม่?
9. ยาทาดีกว่าการผ่าตัด LIS หรือไม่?
10. หลังผ่าตัดสามารถถ่ายอุจจาระได้หรือไม่?
11. หลังผ่าตัดต้องพักฟื้นกี่วัน?
12. หลังผ่าตัดสามารถออกกำลังกายได้เมื่อไร?
13. ควรผ่าตัดเมื่อไร?
14. LIS เป็นการรักษามาตรฐานจริงหรือไม่?
15. ควรพบศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักเมื่อใด?
หากมีอาการถ่ายอุจจาระแล้วเจ็บเหมือนมีมีดบาด ปวดหลังถ่ายหลายชั่วโมง มีเลือดสดติดกระดาษชำระ หรือรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรได้รับการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักเพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
กลับไปอ่านภาพรวมของโรค: แผลปริขอบทวารคืออะไร →
ดูแลโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรัดยาง การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดตัดริดสีดวง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง เป็นศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และอาจารย์แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พร้อมทั้งมีผลงานวิจัย การฝึกอบรมจากต่างประเทศ และการมีส่วนร่วมในงานวิชาการด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างต่อเนื่อง
คุณวุฒิ
- ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor)
- อาจารย์แพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
- อาจารย์ผู้ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ประสบการณ์วิชาการและการฝึกอบรมต่างประเทศ
- Memorial Sloan Kettering Cancer Center (USA)
- Seoul St. Mary's Hospital (South Korea)
- National Cancer Center East (Japan)
- Radiofrequency Ablation Training for Hemorrhoid Treatment, Cologne, Germany (2022)
ผลงานวิจัยและงานวิชาการ
- มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)
- ผู้เขียนและผู้ร่วมวิจัยในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความวิชาการ (Peer Reviewer)
- วิทยากรในการประชุมและหลักสูตรฝึกอบรมด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
คุณอาจเหมาะกับการผ่าตัด หากมีอาการต่อไปนี้
ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4
มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ
เลือดออกเรื้อรัง
รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
อาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ต้องการประเมินว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยระยะของโรค และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดมาตรฐาน หากคุณมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา หรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นริดสีดวงทวาร สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินและปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้
ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

