ผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน
การผ่าตัดตัดริดสีดวงเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy)
เหมาะกับใครบ้าง?

การผ่าตัดตัดริดสีดวงเป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ โดยศัลยแพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เช่น
- ริดสีดวงระยะที่ 3-4
- มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ
- เลือดออกเรื้อรังจากริดสีดวง
- รักษาด้วยยา หัตถการ หรือวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
- ต้องการลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว
การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน คืออะไร?
การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารขนาดใหญ่ หรือผู้ที่มีอาการรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
หลักการของการผ่าตัดคือการนำหัวริดสีดวงที่ผิดปกติออก โดยคงโครงสร้างสำคัญของทวารหนักไว้ให้มากที่สุด เพื่อช่วยลดอาการเลือดออก อาการมีก้อนยื่น และลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว
การผ่าตัดตัดอะไรออก?
ผู้ป่วยหลายคนกังวลว่าการผ่าตัดริดสีดวงจะเป็นการตัดเนื้อเยื่อบริเวณทวารหนักออกเป็นจำนวนมาก
ในความเป็นจริง การผ่าตัดจะมุ่งเน้นไปที่หัวริดสีดวงที่มีปัญหา โดยพยายามเก็บรักษาเนื้อเยื่อปกติรอบข้างไว้ให้มากที่สุด
เป้าหมายของการผ่าตัดคือ
- ลดอาการเลือดออก
- แก้ปัญหาก้อนริดสีดวงที่ยื่นออกมา
- ลดการระคายเคืองและการอักเสบเรื้อรัง
- ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
การผ่าตัดริดสีดวงไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อหูรูด
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ ผู้ป่วยบางรายกังวลว่าการผ่าตัดริดสีดวงจะทำให้กลั้นอุจจาระไม่ได้
โดยทั่วไป การผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐานจะทำในชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อหูรูด และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการตัดกล้ามเนื้อดังกล่าว
ศัลยแพทย์จะระมัดระวังในการรักษาโครงสร้างสำคัญของทวารหนัก เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและคงการทำงานของหูรูดทวารหนักไว้ตามปกติ
Hemorrhoidectomy ยังเป็นมาตรฐานการรักษาในหลายกรณี
แม้ปัจจุบันจะมีทางเลือกการรักษาแบบแผลเล็ก เช่น การรัดยาง (Rubber Band Ligation) การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) หรือ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation ; RFA)
แต่การผ่าตัดริดสีดวงทวารยังคงเป็นมาตรฐานการรักษาที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มี
- ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4
- ริดสีดวงขนาดใหญ่หลายหัว
- ก้อนยื่นออกมาตลอดเวลา
- เลือดออกเรื้อรัง
- เคยรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การผ่าตัดมักให้ผลการรักษาที่ดีและมีโอกาสกลับเป็นซ้ำต่ำในระยะยาว
การผ่าตัดเหมาะกับทุกคนหรือไม่?
ไม่จำเป็น
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน บางรายอาจรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม การใช้ยา หรือหัตถการแบบแผลเล็กโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
ผ่าตัดริดสีดวงไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อหูรูด
ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องผ่าตัด
การผ่าตัดไม่ได้ทำให้ต้องใส่ถุงหน้าท้อง
ริดสีดวงไม่ใช่มะเร็ง
เมื่อไรจึงควรพิจารณาผ่าตัดริดสีดวงทวาร?
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา การรัดยาง (Rubber Band Ligation) การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA)
อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางกลุ่ม การผ่าตัดอาจเป็นแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว
ริดสีดวงระยะที่ 3
ริดสีดวงระยะที่ 3 คือภาวะที่หัวริดสีดวงยื่นออกมาภายนอกขณะถ่ายอุจจาระหรือออกแรง และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ผู้ป่วยต้องใช้มือช่วยดันกลับเข้าไป ผู้ป่วยบางรายสามารถรักษาได้ด้วยหัตถการแบบแผลเล็ก เช่น Laser Hemorrhoidoplasty หรือ Radiofrequency Ablation; RFA) อย่างไรก็ตาม หากริดสีดวงมีขนาดใหญ่ มีหลายหัว หรือมีอาการรุนแรง การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ริดสีดวงระยะที่ 4
ริดสีดวงระยะที่ 4 คือภาวะที่หัวริดสีดวงยื่นออกมาอยู่ภายนอกตลอดเวลา และไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้
ผู้ป่วยมักมีอาการ
- มีก้อนยื่นออกมาตลอดเวลา
- ระคายเคืองและทำความสะอาดลำบาก
- มีเลือดออกเป็นประจำ
- มีเมือกซึม
- ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การผ่าตัดมาตรฐานมักเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่สำคัญ
เลือดออกเรื้อรังจากริดสีดวง
ผู้ป่วยบางรายมีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำจนรบกวนการใช้ชีวิต หรือเกิดภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง หากอาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น การผ่าตัดอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีหลายหัว
ในบางราย ริดสีดวงมีขนาดใหญ่หรือเกิดหลายตำแหน่งพร้อมกัน ทำให้เกิดอาการมาก เช่น
- มีก้อนยื่นออกมาหลายหัว
- ทำความสะอาดลำบาก
- ระคายเคืองเรื้อรัง
- มีเลือดออกซ้ำ ๆ
การผ่าตัดอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ครอบคลุมกว่าวิธีรักษาอื่นในผู้ป่วยกลุ่มนี้
รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
ผู้ป่วยบางรายเคยได้รับการรักษาด้วย
- การปรับพฤติกรรม
- การใช้ยา
- การรัดยาง (Rubber Band Ligation)
- การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty)
- การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)
แต่อาการยังคงเป็นซ้ำหรือไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวัง
ในกรณีดังกล่าว การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ชัดเจนและยั่งยืนมากขึ้น
สรุป
การผ่าตัดริดสีดวงทวารมักพิจารณาในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงระยะที่ 3-4 ริดสีดวงขนาดใหญ่หลายหัว เลือดออกเรื้อรัง หรือผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน
เครื่องมือ Bipolar Vessel Sealing System คืออะไร?
เครื่องมือในกลุ่ม Bipolar Vessel Sealing System เป็นอุปกรณ์ผ่าตัดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยปิดผนึกหลอดเลือดและเนื้อเยื่อระหว่างการผ่าตัด ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในศัลยกรรมหลายสาขา รวมถึงการผ่าตัดริดสีดวงทวาร เนื่องจากช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถตัดและห้ามเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Bipolar Vessel Sealing System ทำงานอย่างไร?
เครื่องมือกลุ่มนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกับแรงกดที่เหมาะสม เพื่อเชื่อมประสานผนังหลอดเลือดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถห้ามเลือดได้อย่างแม่นยำ และลดความจำเป็นในการผูกเส้นเลือดด้วยวิธีดั้งเดิมในหลายขั้นตอนของการผ่าตัด
ข้อดีของ Bipolar Vessel Sealing System ในการผ่าตัดริดสีดวงทวาร
ควบคุมเลือดออกได้ดี
เครื่องมือกลุ่มนี้ช่วยปิดผนึกหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยลดการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด
ช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การตัดและห้ามเลือดสามารถทำได้ในขั้นตอนเดียว ช่วยลดจำนวนขั้นตอนระหว่างการผ่าตัด และช่วยให้การผ่าตัดมีความคล่องตัวมากขึ้น
ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง
ระบบควบคุมพลังงานของเครื่องมือกลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดการกระจายความร้อนออกไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างมากเกินความจำเป็น ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อปกติบริเวณใกล้เคียง
กลับบ้านได้เร็วในผู้ป่วยส่วนใหญ่
ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกันหลังผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค สุขภาพโดยรวม และดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
ผลการรักษาระยะยาวที่ดี
การผ่าตัดริดสีดวงยังคงเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 3-4 หรือผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
เทคโนโลยีนี้ทำให้ไม่เจ็บเลยหรือไม่?
แม้เครื่องมือ Bipolar Vessel Sealing System จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยยังคงมีอาการปวดหลังผ่าตัดได้ เนื่องจากบริเวณทวารหนักเป็นตำแหน่งที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก
ระดับความเจ็บปวดหลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ขนาดของริดสีดวง
- จำนวนหัวริดสีดวง
- เทคนิคการผ่าตัด
- การตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือการเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
แม้เทคโนโลยี Bipolar Vessel Sealing จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด แต่การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมยังคงขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและผู้ป่วยแต่ละราย
สรุป
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือการเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
ขั้นตอนการผ่าตัดริดสีดวงทวาร
การผ่าตัดริดสีดวงทวารเป็นหัตถการที่ทำในห้องผ่าตัด โดยศัลยแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับลักษณะของโรคและผู้ป่วยแต่ละราย
1. ดมยาสลบหรือบล็อกหลัง
ก่อนผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะประเมินสุขภาพของผู้ป่วยและเลือกวิธีระงับความรู้สึกที่เหมาะสมกับแต่ละราย เช่น
การให้ยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำ (TIVA) ร่วมกับ การฉีดยาชาเฉพาะที่รอบทวารหนัก (Perianal Block)หรือ การฉีดยาชาบริเวณไขสันหลัง (Spinal Block) ในผู้ป่วยที่เหมาะสม
ระหว่างการผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ โดยวิธีที่เลือกขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด สุขภาพของผู้ป่วย และดุลยพินิจของศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์
2. ตรวจประเมินริดสีดวงในห้องผ่าตัด
หลังจากได้รับการระงับความรู้สึก ศัลยแพทย์จะตรวจประเมินตำแหน่ง ขนาด และจำนวนหัวริดสีดวงอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการผ่าตัดให้เหมาะสม
3. ตัดหัวริดสีดวงที่มีปัญหา
ศัลยแพทย์จะนำหัวริดสีดวงที่เป็นสาเหตุของอาการออก โดยพยายามเก็บรักษาเนื้อเยื่อปกติรอบข้างไว้ให้มากที่สุด ร่วมกับการเย็บแผลโดยใช้ไหมละลาย
4. ห้ามเลือดและตรวจความเรียบร้อย
หลังตัดหัวริดสีดวงออก จะมีการห้ามเลือดและตรวจสอบความเรียบร้อยของแผลผ่าตัดก่อนสิ้นสุดการผ่าตัด
5. พักฟื้นและกลับบ้าน
หลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะพักสังเกตอาการในห้องพักฟื้นจนรู้สึกตัวดี ก่อนย้ายเข้าหอผู้ป่วยเพื่อพักฟื้นต่อ โดยแพทย์และพยาบาลจะติดตามอาการปวด เลือดออก และการขับถ่ายอย่างใกล้ชิด
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน และสามารถกลับบ้านได้เมื่ออาการคงที่ รับประทานอาหารได้ เดินได้ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
หลังผ่าตัดริดสีดวงจะเจ็บมากไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ
การผ่าตัดริดสีดวงทวารเป็นการผ่าตัดที่สามารถมีอาการปวดหลังผ่าตัดได้ โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
เนื่องจากบริเวณทวารหนักเป็นตำแหน่งที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการปวด แสบ หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณแผลผ่าตัดได้ในช่วงแรกหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม ระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และปัจจุบันมีทั้งยาแก้ปวด ยาระบาย และแนวทางดูแลหลังผ่าตัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงพักฟื้นได้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก
อาการที่อาจพบหลังผ่าตัด
ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการ
- ปวดหรือแสบแผลบริเวณทวารหนัก
- เจ็บมากขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ
- มีเลือดซึมเล็กน้อยจากแผล
- รู้สึกตึงหรือบวมบริเวณแผลผ่าตัด
อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาการหายของแผล
ต้องพักฟื้นกี่วัน?
ระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ขนาดและจำนวนหัวริดสีดวง
- ลักษณะของการผ่าตัด
- โรคประจำตัว
- ลักษณะงานที่ทำ
- การตอบสนองของร่างกายแต่ละคน
โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ภายในไม่กี่วันหลังผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม งานที่ต้องใช้แรงมาก การยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องนั่งเป็นเวลานาน อาจต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม ระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และปัจจุบันมีทั้งยาแก้ปวด ยาระบาย และแนวทางดูแลหลังผ่าตัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงพักฟื้นได้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก
นอกจากนี้ การศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบที่ตีพิมพ์ในปี 2022 ซึ่งเปรียบเทียบการผ่าตัดด้วยเครื่องมือกลุ่ม Bipolar Vessel Sealing System กับเทคนิคมาตรฐานแบบดั้งเดิม (Conventional Diathermy) พบว่ากลุ่มที่ใช้เครื่องมือดังกล่าวมีคะแนนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดและความต้องการยาแก้ปวดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย
การถ่ายอุจจาระครั้งแรกหลังผ่าตัดจะเจ็บไหม?
นี่เป็นคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุด
การขับถ่ายครั้งแรกหลังผ่าตัดอาจทำให้รู้สึกเจ็บหรือแสบแผลได้ โดยเฉพาะหากมีอาการท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง
ด้วยเหตุนี้ แพทย์มักแนะนำให้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
- ใช้ยาระบายตามความเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย
เพื่อช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้นและลดความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด
การผ่าตัดริดสีดวงในปัจจุบันต่างจากอดีตอย่างไร?
ในอดีต ผู้ป่วยจำนวนมากมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวง ทำให้เกิดความกังวลและความกลัวต่อการรักษา
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัด เครื่องมือทางศัลยกรรม ยาแก้ปวด และการดูแลหลังผ่าตัดมีการพัฒนาไปมาก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าที่หลายคนเข้าใจ
สิ่งสำคัญที่สุด
การผ่าตัดริดสีดวงไม่ใช่การรักษาที่ "ไม่เจ็บเลย"
แต่ในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 3-4 หรือมีอาการรบกวนการใช้ชีวิตอย่างมาก การผ่าตัดอาจช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ผลการรักษาที่ดีในระยะยาว
การพูดคุยกับศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และแนวทางการดูแลหลังผ่าตัด เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ความจริงที่คนไข้ควรรู้
ผ่าตัดริดสีดวงมีอาการปวดหลังผ่าตัดได้
ความเจ็บปวดมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามการหายของแผล
ยาแก้ปวดและการดูแลหลังผ่าตัดช่วยลดอาการได้มาก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังแผลหาย
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดริดสีดวงทวาร
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดมีความสำคัญไม่แพ้ตัวการผ่าตัดเอง การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยลดอาการปวด ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น
แช่น้ำอุ่น (Sitz Bath)
การแช่น้ำอุ่นเป็น ทางเลือกเสริมในการดูแลหลังผ่าตัด ที่อาจช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณทวารหนักคลายตัว
โดยทั่วไปสามารถแช่น้ำอุ่นวันละ 2ครั้ง หรือหลังการขับถ่ายตามคำแนะนำของแพทย์
ข้อดีของการแช่น้ำอุ่น ได้แก่
- ช่วยลดอาการปวด
- ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูด
- ช่วยให้ทำความสะอาดบริเวณแผลได้ง่ายขึ้น
รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
หลังผ่าตัด แพทย์อาจจ่ายยาให้ตามความเหมาะสม เช่น
- ยาแก้ปวด
- ยาระบาย
- ยาปฏิชีวนะ (ในบางกรณี)
ควรรับประทานยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
กากใยอาหารช่วยให้อุจจาระนุ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ลดความจำเป็นในการเบ่งถ่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่แผลกำลังหาย
ตัวอย่างอาหารที่มีกากใยสูง ได้แก่
- ผักใบเขียว
- ฟักทอง
- ฝรั่ง
- มะละกอ
- ข้าวกล้อง
- ข้าวโอ๊ต
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยให้อุจจาระไม่แข็งและลดโอกาสเกิดท้องผูก
โดยทั่วไปควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน หรือมากกว่านั้นตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
หลีกเลี่ยงภาวะท้องผูก
ท้องผูกเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บแผลมากขึ้นและอาจส่งผลต่อการหายของแผลผ่าตัด
ในช่วงพักฟื้นควร
- ไม่กลั้นอุจจาระ
- ไม่เบ่งถ่ายแรง
- รับประทานกากใยอาหารให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำสม่ำเสมอ
- ใช้ยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์
เมื่อไรควรรีบกลับมาพบแพทย์?
ควรติดต่อโรงพยาบาลหรือกลับมาพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
- เลือดออกมากผิดปกติ
- ปวดมากจนยาไม่สามารถควบคุมอาการได้
- มีไข้สูง
- ปัสสาวะไม่ออก
- มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติจากแผล
สรุป
หัวใจสำคัญของการดูแลหลังผ่าตัดริดสีดวง คือการควบคุมอาการปวด ดูแลแผลให้สะอาด และป้องกันภาวะท้องผูก
การแช่น้ำอุ่น รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง จะช่วยให้การพักฟื้นเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น
Checklist กลับบ้าน
แช่น้ำอุ่น
กินยาให้ครบ
ดื่มน้ำมากขึ้น
กินผักผลไม้ทุกวัน
ห้ามเบ่งถ่าย
หากเลือดออกมากหรือปวดผิดปกติ ให้รีบติดต่อโรงพยาบาล
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังผ่าตัดริดสีดวงทวาร
การผ่าตัดริดสีดวงทวารเป็นหัตถการที่ทำกันอย่างแพร่หลายและมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนบางประการได้
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกราย แต่ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจรักษา
เลือดออกหลังผ่าตัด
อาจพบเลือดซึมเล็กน้อยจากแผลผ่าตัดในช่วงแรกหลังการรักษาได้
อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกปริมาณมาก เลือดออกต่อเนื่อง หรือมีลิ่มเลือดจำนวนมาก ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
ปัสสาวะลำบาก
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะลำบากในช่วงแรกหลังผ่าตัด โดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับอาการปวดบริเวณแผล การบวมของเนื้อเยื่อ หรือผลจากการระงับความรู้สึก
อาการส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เองเมื่ออาการปวดและอาการบวมลดลง
แผลติดเชื้อ
ภาวะแผลติดเชื้อหลังผ่าตัดริดสีดวงพบได้ไม่บ่อย แต่สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- ปวดมากขึ้นผิดปกติ
- มีไข้
- มีหนองไหลจากแผล
- มีกลิ่นผิดปกติ
หากมีอาการดังกล่าวควรรีบกลับมาพบแพทย์
แผลหายช้า
ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานกว่าปกติในการฟื้นตัวและการหายของแผล
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการหายของแผล ได้แก่
- โรคเบาหวาน
- การสูบบุหรี่
- ภาวะโภชนาการไม่ดี
- ภาวะท้องผูกเรื้อรัง
การดูแลแผลและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น
ภาวะทวารหนักตีบ (Anal Stenosis)
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย แต่มีความสำคัญ
ภาวะนี้เกิดจากการเกิดพังผืดหรือการสูญเสียเนื้อเยื่อบริเวณทวารหนักมากเกินไป ทำให้ช่องทวารหนักแคบลงกว่าปกติ
ผู้ป่วยอาจมีอาการ
- ถ่ายอุจจาระลำบาก
- อุจจาระมีขนาดเล็กลง
- ต้องออกแรงเบ่งมากผิดปกติ
การวางแผนผ่าตัดอย่างเหมาะสมและการเก็บรักษาเนื้อเยื่อปกติไว้ให้เพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้น้อย
การผ่าตัดริดสีดวงเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัย แต่เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะพบไม่บ่อย และมักสามารถรักษาได้เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ประสบความสำเร็จ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงทวาร (FAQ)
1.ผ่าตัดริดสีดวงเจ็บไหม?
2.ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?
3.การผ่าตัดใช้เวลานานเท่าไร?
4.จำเป็นต้องบล็อกหลัง (Spinal Block) หรือไม่?
5.พักฟื้นนานกี่วัน?
6.ต้องงดงานกี่วัน?
7.การถ่ายอุจจาระครั้งแรกหลังผ่าตัดจะเจ็บไหม?
8.หลังผ่าตัดต้องแช่น้ำอุ่นหรือไม่?
9.ผ่าตัดแล้วริดสีดวงจะกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
10. หลังผ่าตัดต้องงดออกกำลังกายหรือไม่?
11. หลังผ่าตัดต้องงดอาหารบางชนิดหรือไม่?
โดยทั่วไป ไม่มีอาหารต้องห้ามเป็นพิเศษ หลังผ่าตัดริดสีดวง สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกหลังผ่าตัด แพทย์อาจแนะนำให้ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากผู้ป่วยรับประทานอาหารรสจัดหรือเผ็ดแล้วทำให้รู้สึกแสบ ระคายเคือง หรือถ่ายบ่อยผิดปกติ อาจพิจารณาหลีกเลี่ยงชั่วคราวจนกว่าแผลจะดีขึ้น
หากไม่มีอาการผิดปกติ ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยเน้นอาหารที่ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก
12. หลังผ่าตัดมีเลือดออกได้หรือไม่?
13. ผ่าตัดริดสีดวงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือไม่?
14. เบิกประกันสุขภาพได้หรือไม่?
15. ริดสีดวงระยะ 3 หรือ 4 จำเป็นต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับ การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) หรือ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA) ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับ การผ่าตัดตัดริดสีดวงเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) มากกว่า
การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค ขนาดและจำนวนหัวริดสีดวง ความรุนแรงของอาการ รวมถึงการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ทำไมควรปรึกษาศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าการมีเลือดออกทางทวารหนักหรือมีก้อนบริเวณทวารหนักหมายถึงริดสีดวงทวารเสมอ และบางรายอาจตัดสินใจเลือกวิธีรักษาด้วยตนเองจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
อย่างไรก็ตาม โรคบริเวณทวารหนักและลำไส้ใหญ่มีหลายภาวะที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น แผลปริขอบทวาร ฝีคัณฑสูตร ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ริดสีดวงทวาร
ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy)
แม้ว่าหน้านี้จะกล่าวถึงการผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยไม่ได้จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีนี้ทุกราย ในผู้ป่วยที่เหมาะสม อาจพิจารณาแนวทางการรักษาอื่น ได้แก่
การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
- การปรับพฤติกรรมการขับถ่าย
- การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำให้เพียงพอ
- การใช้ยา
- การรัดยาง (Rubber Band Ligation)
การผ่าตัดทางเลือกในผู้ป่วยที่เหมาะสม
- การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty)
- การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)
การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ลักษณะของริดสีดวง และการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
การเลือกวิธีรักษาควรพิจารณาเป็นรายบุคคล
ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
การตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น
- ระยะของริดสีดวง
- ขนาดและจำนวนหัวริดสีดวง
- ความรุนแรงของอาการ
- โรคประจำตัว
- ความคาดหวังของผู้ป่วย
- ระยะเวลาพักฟื้นที่ยอมรับได้
เป้าหมายสำคัญคือการรักษาที่เหมาะสม ไม่ใช่การผ่าตัดเสมอไป
เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การเลือกหัตถการที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด
การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และทางเลือกในการรักษา เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเอง
"ไม่ใช่ริดสีดวงทุกคนต้องผ่าตัด และไม่ใช่ริดสีดวงทุกก้อนควรรักษาด้วยวิธีเดียวกัน"
ยังไม่แน่ใจว่าต้องผ่าตัดหรือไม่?
ผู้ป่วยหลายรายสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ดูแลโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรัดยาง การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดตัดริดสีดวง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง เป็นศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และอาจารย์แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พร้อมทั้งมีผลงานวิจัย การฝึกอบรมจากต่างประเทศ และการมีส่วนร่วมในงานวิชาการด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างต่อเนื่อง
คุณวุฒิ
- ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor)
- อาจารย์แพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
- อาจารย์ผู้ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ประสบการณ์วิชาการและการฝึกอบรมต่างประเทศ
- Memorial Sloan Kettering Cancer Center (USA)
- Seoul St. Mary's Hospital (South Korea)
- National Cancer Center East (Japan)
- Radiofrequency Ablation Training for Hemorrhoid Treatment, Cologne, Germany (2022)
ผลงานวิจัยและงานวิชาการ
- มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)
- ผู้เขียนและผู้ร่วมวิจัยในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความวิชาการ (Peer Reviewer)
- วิทยากรในการประชุมและหลักสูตรฝึกอบรมด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
คุณอาจเหมาะกับการผ่าตัด หากมีอาการต่อไปนี้
ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4
มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ
เลือดออกเรื้อรัง
รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
อาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ต้องการประเมินว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยระยะของโรค และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดมาตรฐาน หากคุณมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา หรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นริดสีดวงทวาร สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินและปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้
ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

