การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และกระเพาะอาหาร
การส่องกล้องทางเดินอาหารคืออะไร
การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy) เป็นการตรวจวินิจฉัยที่ใช้กล้องขนาดเล็กติดปลายสายส่องตรวจเข้าไปภายในทางเดินอาหาร เพื่อช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติของเยื่อบุทางเดินอาหารได้โดยตรง สามารถใช้ในการวินิจฉัยโรค เก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ และในบางกรณียังสามารถรักษาความผิดปกติบางอย่างได้ในคราวเดียวกัน
การส่องกล้องทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) และการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy)
Colonoscopy (การส่องกล้องลำไส้ใหญ่)
Colonoscopy เป็นการตรวจลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยใช้กล้องชนิดยืดหยุ่น สอดผ่านทางทวารหนัก เพื่อค้นหาความผิดปกติภายในลำไส้ เช่น ติ่งเนื้อในลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภาวะเลือดออกในลำไส้ หรือโรคลำไส้อักเสบ
นอกจากนี้ยังสามารถตัดติ่งเนื้อ เก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา หรือทำหัตถการบางอย่างได้ในระหว่างการส่องกล้อง ทำให้ Colonoscopy เป็นทั้งเครื่องมือในการวินิจฉัยและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเวลาเดียวกัน
Gastroscopy (การส่องกล้องกระเพาะอาหาร)
Gastroscopy เป็นการตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น โดยสอดกล้องผ่านทางปาก เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร
การส่องกล้องกระเพาะอาหารยังสามารถเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจเพิ่มเติมได้หากพบความผิดปกติระหว่างการตรวจ
Colonoscopy และ Gastroscopy แตกต่างกันอย่างไร
| รายการ | Colonoscopy | Gastroscopy |
|---|---|---|
| บริเวณที่ตรวจ | ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง | หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น |
| ทางเข้าของกล้อง | ทางทวารหนัก | ทางปาก |
| วัตถุประสงค์หลัก | คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจหาติ่งเนื้อ และสาเหตุของเลือดออก | ตรวจหาความผิดปกติของกระเพาะอาหารและทางเดินอาหารส่วนต้น |
| โรคที่พบบ่อย | ติ่งเนื้อในลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้อักเสบ | แผลกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน มะเร็งกระเพาะอาหาร |
| การเตรียมตัว | ต้องรับประทานยาระบายเพื่อเตรียมลำไส้ | งดน้ำและอาหารก่อนตรวจ |
| ระยะเวลาตรวจโดยทั่วไป | ประมาณ 20–45 นาที | ประมาณ 5–15 นาที |
สามารถทำ Colonoscopy และ Gastroscopy พร้อมกันได้หรือไม่
สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยใช้การให้ยานอนหลับเพียงครั้งเดียว ช่วยลดจำนวนครั้งในการเข้ารับการตรวจ และสามารถประเมินทางเดินอาหารทั้งส่วนบนและส่วนล่างได้ภายในการตรวจครั้งเดียว
สำหรับศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจหาติ่งเนื้อ และวางแผนการรักษาโรคของลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างครบวงจร ขณะที่การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) สามารถทำร่วมกันได้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อช่วยให้การประเมินระบบทางเดินอาหารมีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น
Colonoscopy คืออะไร
Colonoscopy หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เป็นการตรวจภายในลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยใช้กล้องชนิดยืดหยุ่นขนาดเล็กที่ติดตั้งระบบแสงและกล้องความละเอียดสูงบริเวณปลายสายส่องตรวจ โดยแพทย์จะสอดกล้องผ่านทางทวารหนักและค่อย ๆ ตรวจดูเยื่อบุลำไส้ตลอดแนวตั้งแต่ลำไส้ตรงจนถึงจุดเริ่มต้นของลำไส้ใหญ่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนซีคัม (Cecum)
Colonoscopy ถือเป็นมาตรฐานสากลในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้ และค้นหาสาเหตุของอาการผิดปกติต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง
หลักการตรวจ Colonoscopy
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ช่วยให้แพทย์มองเห็นเยื่อบุภายในลำไส้โดยตรงแบบ Real-time ซึ่งมีความแม่นยำสูงในการตรวจหาความผิดปกติขนาดเล็กที่อาจไม่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจรูปแบบอื่น
นอกจากการวินิจฉัยโรคแล้ว Colonoscopy ยังสามารถเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา หรือตัดติ่งเนื้อที่พบระหว่างการตรวจได้ทันที ทำให้เป็นการตรวจที่มีบทบาททั้งในการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรคในคราวเดียวกัน
Colonoscopy เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้จริง เนื่องจากสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อก่อนพัฒนาเป็นมะเร็งได้
Colonoscopy ตรวจได้ถึงไหน
การตรวจ Colonoscopy สามารถตรวจลำไส้ใหญ่ได้ตลอดทั้งลำไส้ ตั้งแต่
- ทวารหนัก (Rectum)
- ลำไส้ใหญ่ส่วนซิกมอยด์ (Sigmoid Colon)
- ลำไส้ใหญ่ส่วนลง (Descending Colon)
- ลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง (Transverse Colon)
- ลำไส้ใหญ่ส่วนขึ้น (Ascending Colon)
- ลำไส้ใหญ่ส่วนซีคัม (Cecum)
ในบางกรณีแพทย์อาจสามารถตรวจเข้าไปถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal Ileum) ได้เพิ่มเติม หากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
การส่องกล้องจนถึง Cecum ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
Colonoscopy สามารถทำอะไรได้บ้าง
คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
ช่วยตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงค้นหารอยโรคก่อนเกิดมะเร็งในผู้ที่ยังไม่มีอาการ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้ (Colon Polyp)
ติ่งเนื้อบางชนิดสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต การตรวจพบและตัดออกตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็งช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ
ติ่งเนื้อในลำไส้
ตัดติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้อง
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ หากพบติ่งเนื้อสามารถตัดออกได้ทันทีระหว่างการส่องกล้อง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง
เก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ
หากพบแผล ก้อนเนื้อ หรือความผิดปกติของเยื่อบุลำไส้ แพทย์สามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้
ค้นหาสาเหตุของอาการผิดปกติ
เช่น
- ถ่ายเป็นเลือด
- ซีดจากการขาดธาตุเหล็ก
- ท้องเสียเรื้อรัง
- ท้องผูกเรื้อรัง
- ปวดท้องเรื้อรัง
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
วินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบ
เช่น
- Ulcerative Colitis
- Crohn's Disease
ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการส่องกล้องและการเก็บชิ้นเนื้อร่วมกันในการวินิจฉัย
ตรวจพบโรคอื่นของลำไส้ใหญ่
เช่น
- Diverticular Disease
- Angiodysplasia
- Colonic Volvulus
- ภาวะเลือดออกในลำไส้ใหญ่
Colonoscopy มีข้อดีอย่างไรเมื่อเทียบกับการตรวจคัดกรองชนิดอื่น
| วิธีตรวจ | ตรวจพบติ่งเนื้อ | ตัดติ่งเนื้อได้ทันที |
|---|---|---|
| FIT Test (ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ) | ไม่ได้โดยตรง | ไม่ได้ |
| CT Colonography | อาจตรวจพบได้ | ไม่ได้ |
| Colonoscopy | ได้ | ได้ |
Colonoscopy จึงยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถทั้งตรวจพบความผิดปกติและให้การรักษาเบื้องต้นได้ภายในการตรวจครั้งเดียว
ตัวอย่างผู้ป่วย
ชายอายุ 52 ปี ไม่มีอาการผิดปกติ เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อตรวจคัดกรองตามช่วงอายุ พบติ่งเนื้อขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตรบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา และสามารถตัดออกได้ทั้งหมดระหว่างการส่องกล้อง ผลตรวจทางพยาธิวิทยาพบว่าเป็น Advanced Adenoma ซึ่งถือเป็นระยะก่อนมะเร็ง
กรณีลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจหาโรคเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่ระยะก่อนเกิดโรคอีกด้วย


ทำไม Colonoscopy จึงช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ พัฒนามาจากติ่งเนื้อบางชนิดภายในลำไส้ใหญ่เป็นเวลาหลายปี กระบวนการนี้เรียกว่า Adenoma-Carcinoma Sequence
โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นตามลำดับดังนี้
จุดเด่นของ Colonoscopy ที่แตกต่างจากการตรวจคัดกรองชนิดอื่น
การตรวจคัดกรองหลายวิธีสามารถช่วยค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ Colonoscopy เป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่สามารถช่วย "ป้องกัน" มะเร็งได้จริง
เนื่องจากแพทย์สามารถตรวจพบติ่งเนื้อระยะก่อนมะเร็งและตัดออกได้ทันทีในระหว่างการส่องกล้อง โดยไม่ต้องรอให้พัฒนาเป็นมะเร็งก่อน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Colonoscopy ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อค้นหามะเร็ง แต่ยังช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตได้อีกด้วย
ติ่งเนื้อทุกชนิดกลายเป็นมะเร็งหรือไม่
ติ่งเนื้อในลำไส้ไม่ได้กลายเป็นมะเร็งทุกชนิด อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่ม Adenomatous Polyp และ Sessile Serrated Lesion มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งได้หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพบติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้อง แพทย์มักพิจารณาตัดออกและส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อประเมินความเสี่ยงในอนาคต
ติ่งเนื้อในลำไส้ (Colon Polyp)
การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสำคัญอย่างไร
หากตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น โอกาสการรักษาให้หายขาดมักสูงกว่าการตรวจพบในระยะลุกลามอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่มีอาการใด ๆ ในระยะแรกของโรค การส่องกล้องลำไส้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาความผิดปกติก่อนที่จะเกิดอาการ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
Colonoscopy เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้จริง เพราะสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อก่อนพัฒนาเป็นมะเร็งได้


ใครบ้างที่ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ไม่ได้จำเป็นเฉพาะในผู้ที่มีอาการผิดปกติเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการเตือนบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม
ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป
แนวทางปัจจุบันแนะนำให้ประชาชนทั่วไปที่มีความเสี่ยงปกติเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ตาม
เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ การตรวจคัดกรองจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบรอยโรคระยะก่อนมะเร็งและป้องกันการเกิดโรคในอนาคตได้
มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
ผู้ที่มีบิดา มารดา พี่น้อง หรือบุตร เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีความเสี่ยงสูงกว่าประชากรทั่วไป
ในหลายกรณีอาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจคัดกรองเร็วกว่าคนทั่วไป โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของช่วงอายุและความถี่ในการตรวจ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ถ่ายเป็นเลือด
อาการถ่ายเป็นเลือดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น ริดสีดวงทวาร ไปจนถึงติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี หรือมีอาการเป็นซ้ำเรื้อรัง การส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจช่วยค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการได้
ถ่ายเป็นเลือด / ริดสีดวงทวาร
ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก
ภาวะซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ อาจเกิดจากการเสียเลือดในทางเดินอาหารแบบเรื้อรัง ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่สังเกตเห็นได้ด้วยตนเอง
Colonoscopy มีบทบาทสำคัญในการค้นหาสาเหตุของเลือดออกภายในลำไส้ รวมถึงช่วยตรวจหาติ่งเนื้อและมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะซีด
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซีด หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของโรคสำคัญรวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่
ท้องผูกสลับท้องเสีย
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับถ่ายจากเดิม เช่น บางช่วงท้องผูก บางช่วงท้องเสีย โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่ รวมถึงติ่งเนื้อขนาดใหญ่หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่บางตำแหน่ง
หากมีอาการต่อเนื่องหรือมีอาการร่วมอื่น ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมด้วย Colonoscopy
อุจจาระลำลีบเล็กลง
หากอุจจาระมีลักษณะลีบเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หรือมีการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะเดิมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
แม้อาการดังกล่าวอาจเกิดจากหลายสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง แต่ในบางกรณีอาจเกิดจากรอยโรคหรือตีบแคบภายในลำไส้ใหญ่ ซึ่ง Colonoscopy สามารถช่วยค้นหาสาเหตุที่แท้จริงได้
ท้องเสียเรื้อรัง
ผู้ที่มีอาการท้องเสียต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ อาจจำเป็นต้องได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อประเมินความผิดปกติของเยื่อบุลำไส้
รวมถึงช่วยวินิจฉัยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Ulcerative Colitis และ Crohn's Disease
ท้องผูกเรื้อรัง
อาการท้องผูกส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากอาการท้องผูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการร่วม เช่น ถ่ายเป็นเลือด ซีด น้ำหนักลด หรือปวดท้อง ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมโดยแพทย์
เคยพบติ่งเนื้อในลำไส้มาก่อน
ผู้ที่เคยได้รับการตัดติ่งเนื้อในลำไส้มีโอกาสเกิดติ่งเนื้อใหม่ได้ในอนาคต จึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามด้วย Colonoscopy ตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ
การติดตามอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะยาวได้
ติ่งเนื้อในลำไส้
หากคุณมีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีอาการถ่ายเป็นเลือด ซีด น้ำหนักลด ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำลีบเล็กลง ท้องเสียเรื้อรัง ท้องผูกเรื้อรัง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และวางแผนการตรวจที่เหมาะสมสำหรับคุณ
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย
หากมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
ถ่ายเป็นเลือด
ซีดจากการขาดธาตุเหล็ก
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ท้องผูกสลับท้องเสีย
อุจจาระลำลีบเล็กลง
ถ้าพบติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้อง สามารถตัดได้เลยหรือไม่
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ หากพบติ่งเนื้อในลำไส้ระหว่างการส่องกล้อง (Colonoscopy) แพทย์มักสามารถตัดติ่งเนื้อออกได้ทันทีในระหว่างการตรวจ โดยไม่จำเป็นต้องนัดมาผ่าตัดหรือเข้ารับการรักษาเพิ่มเติมในภายหลัง
การตัดติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้อง (Polypectomy) ถือเป็นหนึ่งในข้อดีสำคัญของ Colonoscopy เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตได้
ทำไมจึงควรตัดติ่งเนื้อออก
ติ่งเนื้อในลำไส้ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่ติ่งเนื้อบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่ม Adenomatous Polyp และ Sessile Serrated Lesion มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน
การตรวจพบและตัดติ่งเนื้อออกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ติ่งเนื้อในลำไส้ (Colon Polyp)
การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่
การเตรียมลำไส้ก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของการตรวจ หากลำไส้สะอาดไม่เพียงพอ อาจทำให้มองไม่เห็นติ่งเนื้อหรือรอยโรคขนาดเล็ก ส่งผลให้ต้องนัดตรวจซ้ำในภายหลัง
การเตรียมตัวที่ถูกต้องจะช่วยให้การตรวจมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดโอกาสพลาดรอยโรค และช่วยให้แพทย์สามารถประเมินลำไส้ใหญ่ได้อย่างครบถ้วน
การเตรียมอาหารก่อนตรวจ
โดยทั่วไปแพทย์อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารกากใยสูงก่อนการตรวจประมาณ 2-3 วัน เช่น
- ผักใบเขียว
- ผลไม้ที่มีเมล็ดจำนวนมาก
- ธัญพืช
- สาหร่าย
- งา
ในวันก่อนตรวจมักแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารที่ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเศษกากจำนวนมาก เพื่อช่วยให้การเตรียมลำไส้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การรับประทานยาระบายเพื่อเตรียมลำไส้
การดื่มยาระบายเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการเตรียม Colonoscopy
ยาระบายจะช่วยชำระอุจจาระและสิ่งตกค้างภายในลำไส้ออกให้มากที่สุด เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นเยื่อบุลำไส้ได้อย่างชัดเจน
ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการดื่มยาระบายอย่างเคร่งครัด ทั้งปริมาณยา เวลาในการรับประทาน และการดื่มน้ำตามที่กำหนด
หากลำไส้สะอาดไม่เพียงพอ อาจทำให้ตรวจไม่ครบถ้วน พลาดติ่งเนื้อขนาดเล็ก หรือจำเป็นต้องนัดส่องกล้องใหม่
คุณภาพของการเตรียมลำไส้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความแม่นยำของ Colonoscopy
งดน้ำและอาหารก่อนตรวจ
ก่อนการส่องกล้อง ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดอาหารและเครื่องดื่มตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อความปลอดภัยในการให้ยานอนหลับและลดความเสี่ยงต่อการสำลัก
ระยะเวลาการงดน้ำและอาหารอาจแตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาลหรือแต่ละโปรแกรมการตรวจ ดังนั้นควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับจากแพทย์หรือพยาบาลอย่างเคร่งครัด
ลำไส้แบบไหนจึงถือว่าเตรียมได้ดี
โดยทั่วไปก่อนเข้ารับการตรวจ อุจจาระควรเปลี่ยนเป็นน้ำใสหรือเหลืองอ่อน และไม่ควรมีเศษอุจจาระจำนวนมากหลงเหลืออยู่
ในทางการแพทย์ แพทย์มักใช้เกณฑ์มาตรฐานสากลที่เรียกว่า Boston Bowel Preparation Scale (BBPS) เพื่อประเมินความสะอาดของลำไส้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งลำไส้ใหญ่ออกเป็น 3 ส่วน (ลำไส้ใหญ่ด้านขวา ตรงกลาง และด้านซ้าย) และให้คะแนนแต่ละส่วนตั้งแต่ 0-3 คะแนน รวมคะแนนเต็ม 9 คะแนน โดยทั่วไปถือว่าลำไส้เตรียมได้เพียงพอเมื่อคะแนนรวมตั้งแต่ 6 ขึ้นไป และแต่ละส่วนต้องได้อย่างน้อย 2 คะแนน หากคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์นี้ แพทย์อาจแนะนำให้นัดส่องกล้องซ้ำเร็วขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากความเสี่ยงที่จะพลาดติ่งเนื้อขนาดเล็ก
การเตรียมลำไส้ที่ดีช่วยให้
- มองเห็นเยื่อบุลำไส้ได้ชัดเจน
- เพิ่มโอกาสในการตรวจพบติ่งเนื้อขนาดเล็ก
- ลดโอกาสพลาดรอยโรค
- ลดความจำเป็นในการตรวจซ้ำ
หากเตรียมลำไส้ไม่ดีจะเกิดอะไรขึ้น
หากยังมีอุจจาระตกค้างจำนวนมากภายในลำไส้ อาจทำให้แพทย์ไม่สามารถประเมินลำไส้ได้อย่างครบถ้วน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- พลาดติ่งเนื้อขนาดเล็ก
- พลาดรอยโรคระยะเริ่มต้น
- ใช้เวลาตรวจนานขึ้น
- จำเป็นต้องนัดส่องกล้องใหม่
ด้วยเหตุนี้ การเตรียมลำไส้จึงถือเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้ตัวการส่องกล้องเอง
การเตรียมลำไส้ที่ดี คือก้าวแรกของการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เพราะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำที่สุด
วันส่องกล้องลำไส้ใหญ่เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ผู้ป่วยจำนวนมากมักกังวลว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่จะเจ็บหรือซับซ้อนหรือไม่ ในความเป็นจริง Colonoscopy เป็นหัตถการที่ดำเนินการตามขั้นตอนมาตรฐาน และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว
แม้ว่ารายละเอียดอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละโรงพยาบาล แต่โดยทั่วไปขั้นตอนในวันตรวจมักเป็นดังนี้
ก่อนเข้ารับการตรวจ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะได้รับการลงทะเบียนและยืนยันประวัติทางการแพทย์ รวมถึงตรวจสอบการเตรียมลำไส้และการงดน้ำงดอาหาร
พยาบาลจะประเมินสัญญาณชีพเบื้องต้น เช่น
- ความดันโลหิต
- ชีพจร
- ระดับออกซิเจนในเลือด
จากนั้นแพทย์จะอธิบายรายละเอียดของการตรวจ ตอบข้อสงสัย และให้ลงนามในเอกสารยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจ
ระหว่างการส่องกล้อง
ก่อนเริ่มการตรวจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับยานอนหลับหรือยาคลายความกังวลทางหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความไม่สบายระหว่างการตรวจ
แพทย์จะสอดกล้องผ่านทางทวารหนักและตรวจลำไส้ใหญ่ตลอดแนวตั้งแต่ลำไส้ตรงจนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนซีคัม (Cecum)
ระหว่างการตรวจ แพทย์สามารถ
- ตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้
- ตรวจหารอยโรคหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
- เก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ
- ตัดติ่งเนื้อที่พบได้ทันทีในหลายกรณี
โดยทั่วไป Colonoscopy ใช้เวลาประมาณ 20–45 นาที ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละราย
หลังการตรวจ
เมื่อการตรวจเสร็จสิ้น ผู้ป่วยจะถูกส่งไปยังห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการจนกว่ายานอนหลับจะหมดฤทธิ์
ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึก
- ง่วงนอน
- ท้องอืดเล็กน้อย
- มีลมในท้อง
ซึ่งมักดีขึ้นได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน
กลับบ้าน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว
อย่างไรก็ตาม หากได้รับยานอนหลับ ควรมีญาติหรือผู้ดูแลมาด้วย และหลีกเลี่ยงการขับรถ การทำงานกับเครื่องจักร หรือการตัดสินใจเรื่องสำคัญในวันเดียวกัน
Timeline โดยสรุป
มาถึงโรงพยาบาล
ลงทะเบียน
ตรวจสัญญาณชีพ
พบแพทย์และเซ็นเอกสารยินยอม
ให้ยานอนหลับ
ส่องกล้องลำไส้ใหญ่
ตัดติ่งเนื้อหรือเก็บชิ้นเนื้อ (หากจำเป็น)
พักฟื้น
รับคำแนะนำการดูแลตนเอง
กลับบ้านได้ในวันเดียว
นัดติดตามผลการส่องกล้องและผลชิ้นเนื้อ (ถ้ามี)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจำเหตุการณ์ระหว่างการส่องกล้องได้น้อยหรือจำไม่ได้เลย เนื่องจากได้รับยานอนหลับระหว่างการตรวจ ทำให้ Colonoscopy เป็นการตรวจที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรู้สึกสบายกว่าที่คาดคิด
ส่องกล้องลำไส้ใหญ่เจ็บไหม
หนึ่งในคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุดก่อนเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) คือ “ส่องกล้องเจ็บไหม”
ในความเป็นจริง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรู้สึกสบายกว่าที่คาดคิด และหลายคนแทบจำเหตุการณ์ระหว่างการตรวจไม่ได้ เนื่องจากมีการให้ยานอนหลับหรือยาคลายความกังวลก่อนเริ่มการตรวจ
ระหว่างการส่องกล้องจะรู้สึกอย่างไร
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับยานอนหลับทางหลอดเลือดดำ (Sedation) ก่อนเริ่มการตรวจ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ง่วงนอน หรือหลับระหว่างการตรวจ
หลายคนมักจำเหตุการณ์ระหว่างการส่องกล้องไม่ได้ หรือจำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ในบางช่วงของการตรวจ อาจมีความรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดบิดเล็กน้อยจากลมที่ใช้ในการขยายลำไส้ แต่โดยทั่วไปอาการดังกล่าวมักอยู่ในระดับที่สามารถทนได้และเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต้องดมยาสลบหรือไม่
โดยทั่วไป Colonoscopy มักใช้การให้ยานอนหลับ (Sedation) มากกว่าการดมยาสลบแบบผ่าตัดใหญ่
ข้อดีคือ
- ช่วยลดความกังวล
- ลดความไม่สบายระหว่างการตรวจ
- ฟื้นตัวได้รวดเร็ว
- สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว
อย่างไรก็ตาม แนวทางการให้ยาระงับความรู้สึกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละโรงพยาบาลและแต่ละผู้ป่วย
หลังส่องกล้องจะเจ็บหรือไม่
หลังการตรวจ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการ
- ท้องอืด
- แน่นท้อง
- มีลมในท้องมากกว่าปกติ
ซึ่งมักเกิดจากลมที่ใช้ระหว่างการตรวจ และส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมง
หากมีการตัดติ่งเนื้อร่วมด้วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังสามารถกลับบ้านได้ตามปกติ และไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
หากตัดติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้องจะเจ็บหรือไม่
โดยทั่วไปการตัดติ่งเนื้อในลำไส้ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดระหว่างการตรวจ เนื่องจากเยื่อบุลำไส้ใหญ่ไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผิวหนัง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่รู้สึกถึงขั้นตอนการตัดติ่งเนื้อ และสามารถพักฟื้นตามปกติหลังการตรวจ
ถ้าพบติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้อง สามารถตัดได้เลยหรือไม่
คนไข้ส่วนใหญ่บอกว่าอย่างไรหลังตรวจ
ผู้ป่วยจำนวนมากมักมีความกังวลก่อนเข้ารับการส่องกล้อง แต่หลังการตรวจมักให้ความเห็นคล้ายกันว่า
"ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด"
สำหรับหลายคน สิ่งที่ยากที่สุดของ Colonoscopy ไม่ใช่การส่องกล้อง แต่เป็นการดื่มยาระบายและการเตรียมลำไส้ก่อนวันตรวจ
การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่
Colonoscopy ในปัจจุบันเป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับยานอนหลับระหว่างการตรวจ และสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว โดยมีความไม่สบายเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย
ภาวะแทรกซ้อนและข้อจำกัดที่อาจพบได้จากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
Colonoscopy เป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงและได้รับการใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลกในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ทุกชนิด ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือข้อจำกัดบางประการได้ แม้ว่าจะพบได้น้อยก็ตาม
ก่อนการตรวจ แพทย์จะประเมินความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย และอธิบายประโยชน์ ความเสี่ยง รวมถึงทางเลือกในการตรวจรักษาอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
เลือดออก
เลือดออกเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการตัดติ่งเนื้อหรือเก็บชิ้นเนื้อระหว่างการส่องกล้อง
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ หากมีเลือดออก มักเป็นเพียงปริมาณเล็กน้อยและหยุดได้เอง หรือสามารถห้ามเลือดได้ทันทีระหว่างการส่องกล้อง
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจเกิดเลือดออกภายหลังการตัดติ่งเนื้อได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันหรือหลายสัปดาห์หลังการตรวจ
ลำไส้ทะลุ
ลำไส้ทะลุเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก แต่ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่แพทย์ต้องเฝ้าระวัง
ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นในกรณีที่
- มีการตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่
- มีการทำหัตถการที่ซับซ้อน
- มีภาวะอักเสบรุนแรงของลำไส้
- ผนังลำไส้อ่อนแอจากโรคบางชนิด
หากเกิดภาวะลำไส้ทะลุ ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องรักษา การใส่คลิปปิดรูทะลุ หรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของภาวะดังกล่าว
ภาวะแทรกซ้อนจากยานอนหลับหรือยาระงับความรู้สึก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับยานอนหลับระหว่างการส่องกล้องเพื่อเพิ่มความสบายและลดความกังวล
แม้ว่าจะมีการเฝ้าระวังสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดตลอดการตรวจ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากยาได้ เช่น
- ความดันโลหิตต่ำ
- ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- อาการแพ้ยา
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้ไม่บ่อย และส่วนใหญ่มักได้รับการดูแลแก้ไขได้ทันทีโดยทีมแพทย์และวิสัญญีบุคลากร
การส่องกล้องไม่ครบทั้งลำไส้ (Incomplete Colonoscopy)
แม้ Colonoscopy จะเป็นมาตรฐานสำคัญในการตรวจลำไส้ใหญ่ แต่ในบางกรณีแพทย์อาจไม่สามารถตรวจได้ครบตลอดลำไส้ใหญ่จนถึงลำไส้ใหญ่ส่วนซีคัม (Cecum)
สาเหตุที่อาจพบได้ ได้แก่
- การเตรียมลำไส้ไม่สะอาดเพียงพอ
- มีอุจจาระตกค้างจำนวนมาก
- ลำไส้คดเคี้ยวมากกว่าปกติ
- มีพังผืดจากการผ่าตัดในอดีต
- มีภาวะตีบแคบของลำไส้จากก้อนเนื้อหรือการอักเสบ
- ผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อการตรวจได้
เมื่อเกิด Incomplete Colonoscopy แพทย์จะประเมินสาเหตุและวางแผนการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น
- นัดส่องกล้องซ้ำหลังเตรียมลำไส้ใหม่
- ตรวจด้วย CT Colonography
- ตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถได้รับการประเมินเพิ่มเติมจนได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการวินิจฉัย
ข้อจำกัดของ Colonoscopy
แม้ Colonoscopy จะเป็นการตรวจที่มีความแม่นยำสูง แต่ไม่มีการตรวจใดที่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ 100%
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อคุณภาพการตรวจ ได้แก่
- คุณภาพการเตรียมลำไส้
- ขนาดและตำแหน่งของรอยโรค
- ลักษณะของติ่งเนื้อบางชนิดที่แบนราบ
- ความสมบูรณ์ของการตรวจจนถึง Cecum
ด้วยเหตุนี้ การเตรียมลำไส้ที่ดีและการตรวจโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์จึงมีความสำคัญอย่างมาก
อาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์หลังการส่องกล้อง
หลังกลับบ้าน หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องรุนแรงหรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- มีไข้สูง
- อาเจียนมาก
- ท้องแข็งหรือท้องบวมมากผิดปกติ
ประโยชน์และความเสี่ยง
แม้ว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่จะมีความเสี่ยงและข้อจำกัดบางประการ แต่สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ประโยชน์จากการตรวจคัดกรอง การตรวจพบติ่งเนื้อระยะก่อนมะเร็ง และการวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น มักมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างชัดเจน
ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานการดูแลในปัจจุบัน Colonoscopy จึงถือเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่
Colonoscopy เป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนพบได้ไม่บ่อย และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียวหลังการตรวจ


Gastroscopy คืออะไร
Gastroscopy หรือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร เป็นการตรวจทางเดินอาหารส่วนบนโดยใช้กล้องชนิดยืดหยุ่นขนาดเล็ก สอดผ่านทางปากเพื่อตรวจดูความผิดปกติภายใน
- หลอดอาหาร (Esophagus)
- กระเพาะอาหาร (Stomach)
- ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum)
การส่องกล้องกระเพาะอาหารช่วยให้แพทย์มองเห็นเยื่อบุทางเดินอาหารโดยตรง และสามารถเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้หากพบความผิดปกติ
Gastroscopy ใช้ตรวจหาอะไรได้บ้าง
Gastroscopy สามารถช่วยวินิจฉัยโรคและความผิดปกติต่าง ๆ ของทางเดินอาหารส่วนบน เช่น
- โรคกรดไหลย้อน
- แผลในกระเพาะอาหาร
- แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น
- กระเพาะอาหารอักเสบ
- การติดเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori)
- เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งหลอดอาหาร
ใครบ้างที่ควรส่องกล้องกระเพาะอาหาร
ผู้ที่มีอาการต่อไปนี้อาจได้รับประโยชน์จากการส่องกล้องกระเพาะอาหาร
- ปวดท้องส่วนบนเรื้อรัง
- แสบร้อนกลางอกหรือกรดไหลย้อน
- กลืนลำบาก
- อาเจียนเป็นเลือด
- อุจจาระดำ
- ซีดจากการขาดธาตุเหล็กโดยไม่ทราบสาเหตุ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
สามารถทำร่วมกับ Colonoscopy ได้หรือไม่
สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ โดยใช้การให้ยานอนหลับเพียงครั้งเดียว ช่วยลดจำนวนครั้งในการเข้ารับการตรวจ และสามารถประเมินทางเดินอาหารทั้งส่วนบนและส่วนล่างได้ภายในการตรวจครั้งเดียว
ผู้ป่วยที่มีภาวะซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมีอาการผิดปกติทั้งทางเดินอาหารส่วนบนและส่วนล่าง อาจได้รับคำแนะนำให้ทำ Gastroscopy และ Colonoscopy พร้อมกัน
งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อของแพทย์ผู้ส่องกล้อง (Adenoma Detection Rate) กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต พบว่าอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อที่เพิ่มขึ้นทุก 1% สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เกิดขึ้นภายหลังการตรวจที่ลดลงประมาณ 3% สะท้อนว่าความละเอียดและประสบการณ์ของแพทย์ผู้ตรวจมีผลโดยตรงต่อคุณภาพการป้องกันมะเร็ง
เกณฑ์ Boston Bowel Preparation Scale (BBPS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ประเมินความสะอาดของลำไส้ในงานวิจัยและเวชปฏิบัติทั่วโลก ยังยืนยันว่าคุณภาพการเตรียมลำไส้มีผลโดยตรงต่ออัตราการตรวจพบติ่งเนื้อ ยิ่งลำไส้สะอาดตามเกณฑ์มากเท่าไร โอกาสพลาดรอยโรคขนาดเล็กก็ยิ่งลดลง
ทำไมควรตรวจโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาโรคของลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างเป็นระบบ
ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Surgeon) เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางเกี่ยวกับโรคของลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง และทวารหนัก ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การส่องกล้อง การรักษาด้วยยา ไปจนถึงการผ่าตัดรักษาโรคที่มีความซับซ้อน
ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีความเข้าใจโรคของลำไส้ใหญ่และทวารหนักโดยตรง เช่น
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
- ติ่งเนื้อในลำไส้
- ริดสีดวงทวาร
- แผลปริขอบทวาร
- ฝีคัณฑสูตร
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
วินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้ต่อเนื่อง
หากพบความผิดปกติระหว่างการส่องกล้อง เช่น
- ติ่งเนื้อในลำไส้
- มะเร็งลำไส้ใหญ่
- ภาวะเลือดออกในลำไส้
- โรคลำไส้อักเสบ
ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักสามารถอธิบายผลการตรวจ วางแผนการรักษา และติดตามผลได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
ติ่งเนื้อในลำไส้
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
สามารถดูแลได้ตั้งแต่การส่องกล้องจนถึงการผ่าตัด
ในกรณีที่พบโรคซึ่งต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือติ่งเนื้อที่มีความซับซ้อน ผู้ป่วยสามารถได้รับการดูแลต่อเนื่องจากแพทย์ผู้ดูแลคนเดิม
ช่วยให้การรักษามีความต่อเนื่อง ลดความสับสน และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจแนวทางการรักษาได้ชัดเจนมากขึ้น
ให้คำแนะนำด้านการคัดกรองและติดตามระยะยาว
นอกจากการตรวจในครั้งปัจจุบันแล้ว ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับ
- ความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ความถี่ในการส่องกล้องครั้งถัดไป
- การติดตามหลังตัดติ่งเนื้อ
- การป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะยาว
เพื่อให้เหมาะสมกับปัจจัยเสี่ยงและผลการตรวจของผู้ป่วยแต่ละราย
ดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร
เป้าหมายของการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ได้มีเพียงการตรวจหาโรค แต่คือการค้นหาความผิดปกติให้เร็วที่สุด วางแผนการรักษาที่เหมาะสม และช่วยป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงในอนาคต
การได้รับการดูแลโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจึงช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการประเมิน วินิจฉัย และรักษาอย่างต่อเนื่องในทุกขั้นตอน
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นมากกว่าการตรวจคัดกรอง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพลำไส้ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักโดยตรง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
- ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- อาจารย์แพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
- International Training ด้าน Colorectal Surgery
- ผู้เขียนงานวิจัยและบทความวิชาการด้าน Colorectal Disease
- ดูแลผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก และการส่องกล้องทางเดินอาหาร
*กรณีศึกษาต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติที่รวบรวมจากลักษณะอาการที่พบได้ทั่วไปในเวชปฏิบัติ ไม่ใช่ประวัติของผู้ป่วยรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเท่านั้น*
กรณีที่ 1: ตรวจสุขภาพ ไม่มีอาการ แต่พบติ่งเนื้อระยะก่อนมะเร็ง
ชายอายุ 52 ปี ไม่มีอาการผิดปกติ เข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อตรวจคัดกรองตามช่วงอายุ พบติ่งเนื้อขนาดประมาณ 2 เซนติเมตรบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านขวา และสามารถตัดออกได้ทั้งหมดระหว่างการส่องกล้อง
ผลตรวจทางพยาธิวิทยาพบว่าเป็น Advanced Adenoma ซึ่งถือเป็นระยะก่อนมะเร็ง หากไม่ได้รับการตรวจและรักษา ติ่งเนื้อชนิดนี้อาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการใด ๆ
กรณีที่ 2: ถ่ายเป็นเลือด คิดว่าเป็นริดสีดวง
ชายอายุ 58 ปี มีอาการถ่ายเป็นเลือดสดเป็น ๆ หาย ๆ หลายเดือน และเข้าใจว่าเกิดจากริดสีดวงทวาร จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
ภายหลังเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ พบก้อนมะเร็งบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายในระยะเริ่มต้น และได้รับการรักษาต่ออย่างเหมาะสม
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าอาการถ่ายเป็นเลือดไม่ได้เกิดจากริดสีดวงทวารเสมอไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี
กรณีที่ 3: ซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ
หญิงอายุ 64 ปี มีอาการอ่อนเพลียและตรวจพบภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก โดยไม่มีอาการปวดท้องหรือถ่ายเป็นเลือด
หลังได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ พบมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้านขวาซึ่งมีเลือดออกเรื้อรังในปริมาณน้อยจนไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่บางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน และภาวะซีดอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคได้
หากคุณอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีอาการเตือนตามที่กล่าวมา อย่ารอให้มีอาการชัดเจนก่อนตรวจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Colonoscopy และ Gastroscopy
1. อายุเท่าไรควรเริ่มส่องกล้องลำไส้ใหญ่
2. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เจ็บไหม
3. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต้องดมยาสลบหรือไม่
4. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ใช้เวลานานเท่าไร
5. หากพบติ่งเนื้อ สามารถตัดออกได้เลยหรือไม่
6. ตัดติ่งเนื้อระหว่างการส่องกล้องเจ็บไหม
7. ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทุกกี่ปี
8. หากไม่มีอาการ จำเป็นต้องส่องกล้องหรือไม่
9. มีญาติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรตรวจเมื่อไร
10. ต้องเตรียมลำไส้อย่างไร
11. หากเตรียมลำไส้ไม่ดีจะเกิดอะไรขึ้น
12. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่สามารถตรวจพบมะเร็งได้หรือไม่
13. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีความเสี่ยงหรือไม่
14. หลังส่องกล้องสามารถกลับบ้านได้เลยหรือไม่
15. หลังส่องกล้องสามารถขับรถได้หรือไม่
16. กินยาฉีดควบคุมน้ำหนักหรือเบาหวานกลุ่ม GLP-1 ต้องหยุดก่อนส่องกล้องไหม
Gastroscopy (การส่องกล้องกระเพาะอาหาร)
17. การส่องกล้องกระเพาะอาหารเจ็บไหม
18. การส่องกล้องกระเพาะอาหารตรวจหาอะไรได้บ้าง
19. ต้องงดอาหารและน้ำกี่ชั่วโมงก่อนส่องกล้องกระเพาะอาหาร
20. สามารถทำ Gastroscopy และ Colonoscopy พร้อมกันได้หรือไม่
21. การส่องกล้องกระเพาะอาหารใช้เวลานานเท่าไร
ดูแลโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรัดยาง การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดตัดริดสีดวง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง เป็นศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และอาจารย์แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พร้อมทั้งมีผลงานวิจัย การฝึกอบรมจากต่างประเทศ และการมีส่วนร่วมในงานวิชาการด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างต่อเนื่อง
คุณวุฒิ
- ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor)
- อาจารย์แพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
- อาจารย์ผู้ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ประสบการณ์วิชาการและการฝึกอบรมต่างประเทศ
- Memorial Sloan Kettering Cancer Center (USA)
- Seoul St. Mary's Hospital (South Korea)
- National Cancer Center East (Japan)
- Radiofrequency Ablation Training for Hemorrhoid Treatment, Cologne, Germany (2022)
ผลงานวิจัยและงานวิชาการ
- มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)
- ผู้เขียนและผู้ร่วมวิจัยในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความวิชาการ (Peer Reviewer)
- วิทยากรในการประชุมและหลักสูตรฝึกอบรมด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
คุณอาจเหมาะกับการผ่าตัด หากมีอาการต่อไปนี้
ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4
มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ
เลือดออกเรื้อรัง
รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
อาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ต้องการประเมินว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยระยะของโรค และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดมาตรฐาน หากคุณมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา หรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นริดสีดวงทวาร สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินและปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้
ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

