มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

อาการ สาเหตุ การวินิจฉัย การรักษา และโอกาสหายขาด

สารบัญเนื้อหา
23

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer)

มะเร็งที่สามารถป้องกัน ตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และรักษาให้หายขาดได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก

หากคุณมีอาการต่อไปนี้ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

  • ถ่ายเป็นเลือดทางทวารหนัก
  • การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
  • น้ำหนักลดหรือซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer) คืออะไร?

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer) เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่หรือลำไส้ตรง ซึ่งมีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้จนเกิดเป็นก้อนมะเร็ง
โรคนี้เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถมีโอกาสหายขาด

ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงคืออะไร?

ลำไส้ใหญ่ (Colon) เป็นส่วนปลายของระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่จากกากอาหารก่อนขับออกจากร่างกาย มะเร็งที่เกิดขึ้นในส่วนนี้เรียกว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer)
ลำไส้ตรง (Rectum) เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ อยู่ก่อนถึงทวารหนัก มะเร็งที่เกิดขึ้นในส่วนนี้เรียกว่า มะเร็งลำไส้ตรง (Rectal Cancer)
แม้ทั้งสองโรคจะมีลักษณะทางชีววิทยาใกล้เคียงกัน แต่แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันในบางกรณี
👉 มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงต่างกันอย่างไร →

มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากติ่งเนื้อ

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เริ่มต้นจากติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colorectal Polyp) ซึ่งเป็นก้อนเนื้อเล็กๆ ที่ยื่นออกมาจากผนังด้านในของลำไส้ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อกลุ่ม Adenomatous Polyp (Adenoma) และบางชนิดในกลุ่ม Serrated Polyp มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้หากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษา
กระบวนการนี้มักเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นและใช้เวลาหลายปี:
[ Infographic ] Normal Colon → Polyp → Advanced Adenoma → Cancer
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ สามารถตรวจพบและรักษาได้ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง หากได้รับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม

ทำไมการตรวจพบโรคในระยะแรกเริ่มจึงสำคัญ?

ในระยะแรก มะเร็งลำไส้อาจไม่มีอาการผิดปกติเลย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรอง ทั้งที่ยังไม่มีอาการ
เมื่อพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสรักษาให้หายขาดมักสูงกว่าการพบโรคในระยะที่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นอย่างมาก
ข้อได้เปรียบสำคัญของการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) คือสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อออกได้ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง กล่าวคือ การส่องกล้องไม่ได้มีหน้าที่เพียงค้นหามะเร็งเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

คำแนะนำจากหมอด้วง

ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าใจว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีไว้เพื่อตรวจหามะเร็งเท่านั้น
ในความเป็นจริง หนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการส่องกล้องคือการตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งออกตั้งแต่ก่อนเกิดโรค การตรวจในเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการป้องกันมะเร็งลำไส้ตั้งแต่ต้นเหตุ

Key Takeaway

  • ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่บางชนิดสามารถกลายเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป
  • กระบวนการจากติ่งเนื้อถึงมะเร็งใช้เวลาหลายปี — มีโอกาสตรวจพบและป้องกันได้
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ได้แค่ค้นหามะเร็ง แต่ยังป้องกันมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนเกิดโรค

#การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) คืออะไร →

อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการผิดปกติเลย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรองหรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทั้งที่ยังไม่มีอาการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคมีการเจริญเติบโตมากขึ้น อาจพบอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

เลือดออกทางทวารหนัก

เลือดออกทางทวารหนักเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นเลือดสีแดงสดปนมากับอุจจาระ เลือดติดกระดาษชำระ หรือในบางรายอาจมีเลือดสีคล้ำปะปนอยู่ในอุจจาระ
อย่างไรก็ตาม เลือดออกทางทวารหนักไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น ริดสีดวงทวาร หรือแผลปริขอบทวารได้เช่นกัน

การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงผิดปกติ

ผู้ป่วยบางรายอาจมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะการขับถ่ายที่แตกต่างจากเดิม เช่น

  • ถ่ายบ่อยขึ้น
  • ถ่ายน้อยลง
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด
  • ต้องเบ่งมากขึ้น

หากอาการดังกล่าวเป็นต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

ท้องผูกสลับท้องเสีย

มะเร็งลำไส้อาจทำให้การเคลื่อนตัวของอุจจาระภายในลำไส้ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับถ่ายจากเดิมอย่างชัดเจน

อุจจาระมีลักษณะลีบหรือเล็กลง

ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ตรง ก้อนมะเร็งอาจทำให้ช่องทางเดินอุจจาระแคบลง ส่งผลให้อุจจาระมีลักษณะลีบหรือมีขนาดเล็กกว่าปกติ
แม้อาการนี้ไม่ได้เกิดจากมะเร็งเสมอไป แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม

น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ป่วยมะเร็งบางรายอาจมีน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
อาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่นที่ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

ภาวะซีดหรือโลหิตจาง

มะเร็งลำไส้บางชนิดอาจมีเลือดออกทีละเล็กน้อยเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ผู้ป่วยอาจมีอาการ

  • อ่อนเพลีย
  • เหนื่อยง่าย
  • เวียนศีรษะ
  • หน้ามืด

โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

ปวดท้องหรือท้องอืดเรื้อรัง

เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือแน่นท้องได้
ในบางรายที่โรคลุกลามมาก อาจเกิดภาวะลำไส้อุดตัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเสมอไป แต่หากมีอาการผิดปกติดังกล่าว โดยเฉพาะอาการที่เป็นต่อเนื่องหรือมีเลือดออกทางทวารหนัก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ
สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองมีบทบาทสำคัญในการค้นหามะเร็งระยะเริ่มต้นและติ่งเนื้อก่อนกลายเป็นมะเร็ง

#อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

เลือดออกจากก้นใช่มะเร็งลำไส้เสมอหรือไม่?

ไม่เสมอไป

เลือดออกทางทวารหนักเป็นอาการที่พบได้บ่อย และสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง
แม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้มีเลือดออกทางทวารหนัก แต่ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการถ่ายเป็นเลือดไม่ได้เป็นมะเร็ง

ริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวารเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของเลือดออกทางทวารหนัก
ผู้ป่วยมักมีเลือดสีแดงสดติดกระดาษชำระ หยดลงโถสุขภัณฑ์ หรือเคลือบอยู่บนผิวอุจจาระ
อย่างไรก็ตาม การมีริดสีดวงไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเป็นมะเร็งลำไส้ร่วมด้วยได้
อ่านเพิ่มเติม: ริดสีดวงทวารคืออะไร →

แผลปริขอบทวาร

แผลปริขอบทวาร (Anal Fissure) มักทำให้เกิดอาการปวดแสบหรือปวดรุนแรงขณะขับถ่าย ร่วมกับมีเลือดสีแดงสดออกทางทวารหนัก
ผู้ป่วยจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวงทวาร เนื่องจากมีเลือดออกคล้ายกัน
อ่านเพิ่มเติม: แผลปริขอบทวาร คืออะไร →

ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่

ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colorectal Polyp) บางชนิดสามารถมีเลือดออกได้ โดยเฉพาะติ่งเนื้อขนาดใหญ่
ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการผิดปกติ และตรวจพบจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือการตรวจคัดกรอง
นอกจากนี้ ติ่งเนื้อบางชนิดยังสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต
👉 อ่านเพิ่มเติม: ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ คืออะไร →

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงสามารถทำให้มีเลือดออกทางทวารหนักได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย การตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) จะช่วยหาสาเหตุของเลือดออกและวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง
👉 อ่านเพิ่มเติม อาการของมะเร็งลำไส้ →

เมื่อใดควรพบแพทย์?

หากมีเลือดออกทางทวารหนักซ้ำ ๆ หรือมีอาการร่วมดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
อายุ 45 ปีขึ้นไป
มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
มีภาวะซีดหรือโลหิตจาง
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงจากเดิม
ตรวจพบเลือดในอุจจาระจากการตรวจคัดกรอง
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการหาสาเหตุของเลือดออกทางทวารหนักและช่วยตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

สาเหตุที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก

  • ริดสีดวงทวาร
  • แผลปริขอบทวาร
  • ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ป่วยทุกราย อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายอย่างที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เพิ่มขึ้น
การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เสมอไป แต่การทราบปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการตรวจคัดกรองและลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

อายุ 45 ปีขึ้นไป

อายุเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะหลังอายุ 45 ปี ซึ่งเป็นเหตุผลที่แนวทางเวชปฏิบัติสากลหลายฉบับ แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ในช่วงอายุดังกล่าว

ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่

ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colorectal Polyp) บางชนิด โดยเฉพาะ Adenomatous Polyp สามารถพัฒนาเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่และตัดติ่งเนื้อออกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น บิดา มารดา พี่น้อง หรือบุตร เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีความเสี่ยงสูงกว่าประชากรทั่วไป
ในบางรายอาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคทางพันธุกรรม เช่น Lynch Syndrome หรือ Familial Adenomatous Polyposis (FAP)

การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
การเลิกสูบบุหรี่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวได้

การดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

โรคอ้วนและการขาดการออกกำลังกาย

ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการควบคุมน้ำหนักตัว อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease; IBD)

ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น

  • Ulcerative Colitis
  • Crohn’s Disease

มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเป็นเวลานาน

การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปเป็นประจำ

การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณมากเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่
ตัวอย่างของเนื้อแปรรูป ได้แก่

  • ไส้กรอก
  • เบคอน
  • แฮม
  • กุนเชียง

การรับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูงอย่างเพียงพอ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ แต่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนไม่น้อยไม่มีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงชัดเจนมาก่อน
ดังนั้น การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่เหมาะสม โดยเฉพาะการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย อายุ ≥ 45 ปี ประวัติครอบครัว ติ่งเนื้อในลำไส้ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ โรคอ้วน IBD เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป

ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เมื่ออายุเท่าไร?

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันและตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากได้รับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม
ปัจจุบัน หลายแนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไปเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงตั้งแต่อายุ 45 ปี เนื่องจากพบว่าการเกิดมะเร็งลำไส้ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

ผู้ที่ควรเริ่มตรวจคัดกรอง

โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเมื่อ
อายุ 45 ปีขึ้นไป
ไม่มีอาการผิดปกติ
ไม่มีปัจจัยเสี่ยงพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจเร็วกว่านี้ เช่น
มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
มีประวัติครอบครัวเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ขนาดใหญ่
เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)
มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้

การตรวจ FIT คืออะไร?

FIT (Fecal Immunochemical Test) เป็นการตรวจหาเลือดปริมาณน้อยในอุจจาระที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ข้อดีของ FIT ได้แก่
ไม่ต้องส่องกล้อง
ไม่ต้องเตรียมลำไส้
ทำได้ง่าย
ใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นได้
อย่างไรก็ตาม หากผล FIT ผิดปกติ แพทย์มักแนะนำให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นวิธีตรวจที่สามารถมองเห็นเยื่อบุลำไส้ใหญ่ได้โดยตรงตลอดทั้งลำไส้
นอกจากช่วยตรวจหามะเร็งแล้ว ยังสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในคราวเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ Colonoscopy จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

หากไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?

จำเป็น
ผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ มาก่อน
การรอให้มีอาการจึงอาจทำให้พลาดโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสการรักษาให้หายเป็นปกติได้

คำแนะนำจากหมอด้วง

หากคุณมีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม
การตรวจคัดกรองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อค้นหามะเร็ง แต่ยังช่วยตรวจพบและกำจัดติ่งเนื้อที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ก่อนเกิดโรค

ควรเริ่มตรวจเมื่อไร?

  • ความเสี่ยงทั่วไป → อายุ 45 ปี
  • มีประวัติครอบครัว → อาจต้องเริ่มเร็วกว่า 45 ปี
  • FIT = ตรวจคัดกรองเบื้องต้น
  • Colonoscopy = ตรวจและตัดติ่งเนื้อได้ในคราวเดียว

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

เมื่อสงสัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง แพทย์จะใช้ข้อมูลจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมหลายชนิดร่วมกัน เพื่อยืนยันการวินิจฉัย ประเมินระยะของโรค และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
แพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กตรวจดูเยื่อบุภายในลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยตรง ทำให้สามารถตรวจพบ

  • ติ่งเนื้อในลำไส้
  • ก้อนมะเร็ง
  • เลือดออกผิดปกติ

ความผิดปกติอื่นของเยื่อบุลำไส้
นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาได้ในคราวเดียวกัน

การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)

หากพบก้อนหรือรอยโรคที่สงสัยมะเร็งระหว่างการส่องกล้อง แพทย์จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
การตรวจชิ้นเนื้อเป็นวิธีที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งอย่างเป็นทางการ

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

หลังยืนยันการวินิจฉัยแล้ว แพทย์มักพิจารณาตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อประเมินระยะของโรค
การตรวจ CT Scan ช่วยประเมินว่า

  • มะเร็งลุกลามออกนอกลำไส้หรือไม่
  • มีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรือไม่
  • มีการกระจายไปตับ ปอด หรืออวัยวะอื่นหรือไม่
  • ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา

MRI สำหรับมะเร็งลำไส้ตรง (MRI Rectum)

ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรง การตรวจ MRI Rectum มีบทบาทสำคัญในการประเมินความลึกของก้อนมะเร็ง ความสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหูรูด และการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง
ผลการตรวจ MRI ช่วยให้ทีมรักษาสามารถวางแผนการผ่าตัด รวมถึงพิจารณาความจำเป็นในการให้เคมีบำบัดหรือการฉายแสงก่อนผ่าตัดได้อย่างเหมาะสม

การตรวจเลือด (Blood Test)

การตรวจเลือดมีบทบาทในการประเมินสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมถึงค้นหาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรค
ตัวอย่างการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
  • การประเมินการทำงานของตับและไต
  • การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง เช่น CEA (Carcinoembryonic Antigen)

อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันหรือวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

สรุป

การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงไม่ได้อาศัยการตรวจเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการใช้ข้อมูลจากการส่องกล้อง การตรวจชิ้นเนื้อ และการตรวจทางรังสีร่วมกัน เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
Infographic

ขั้นตอนการวินิจฉัย

  1. อาการผิดปกติ / ตรวจคัดกรอง
  2. Colonoscopy
  3. Biopsy
  4. CT Scan
  5. MRI Rectum (ในมะเร็งลำไส้ตรง)
  6. วางแผนการรักษา

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงมีกี่ระยะ?

หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งลำไส้ตรง แพทย์จะประเมินระยะของโรค (Cancer Stage) เพื่อใช้วางแผนการรักษาและประเมินพยากรณ์โรค
โดยทั่วไป มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ดังนี้

ระยะที่ 1

มะเร็งยังอยู่เฉพาะในผนังลำไส้ และยังไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด และมักมีผลการรักษาที่ดีหากตรวจพบตั้งแต่ระยะนี้ ข้อมูลจาก SEER Program (Surveillance, Epidemiology, and End Results) ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานข้อมูลมะเร็งที่ใช้อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก พบว่าผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคในระยะนี้ (Localized) มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงกว่า 90%

ระยะที่ 2

มะเร็งลุกลามลึกผ่านผนังลำไส้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด และในบางรายอาจมีการพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมตามปัจจัยเสี่ยงของโรค โดยรวมแล้วระยะนี้ยังคงมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง แม้จะต่ำกว่าระยะที่ 1

ระยะที่ 3

มะเร็งมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงแล้ว แต่ยังไม่พบการกระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างออกไป
การตรวจพบมะเร็งลำไส้ในระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสของผลการรักษาที่ดี และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลุกลาม
ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่แนะนำ รวมถึงการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะต้น และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

ระยะที่ 4

มะเร็งมีการกระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น

  • ตับ
  • ปอด
  • เยื่อบุช่องท้อง
  • อวัยวะอื่นที่อยู่ห่างจากตำแหน่งต้นกำเนิดของมะเร็ง

การรักษาในระยะนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจประกอบด้วยการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือการรักษาอื่นตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย แม้อัตราการรอดชีวิตโดยรวมในระยะนี้จะต่ำกว่าระยะอื่นอย่างชัดเจน แต่ในผู้ป่วยบางรายที่โรคกระจายในขอบเขตจำกัด ยังมีโอกาสได้รับการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวได้

ระยะของโรคมีความสำคัญอย่างไร?

ระยะของโรคเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการวางแผนการรักษา แนวทางการรักษาตามระยะของโรคที่ใช้ ในเวชปฏิบัติโดยทั่วไปอ้างอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติสากล เช่น National Comprehensive Cancer Network (NCCN) Guidelines ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับและใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเดียวกันอาจมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของ ก้อนมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และปัจจัยทางพยาธิวิทยาอื่น ๆ

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

การตรวจคัดกรองช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบมะเร็งลำไส้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งสัมพันธ์กับผลการรักษาที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการตรวจพบในระยะลุกลาม
การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่แนะนำ รวมถึงการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะต้น และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

แม้ทั้งสองโรคจะอยู่ในกลุ่ม Colorectal Cancer เหมือนกัน แต่แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ตรงที่อยู่ใกล้อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูด ทำให้การวางแผนรักษามีความซับซ้อนกว่า
ความแตกต่างหลักที่พบบ่อยคือ มะเร็งลำไส้ตรงมักต้องอาศัยการตรวจ MRI Rectum เพื่อวางแผนก่อนผ่าตัด และในบางรายอาจต้องฉายแสงร่วมก่อนการผ่าตัด ซึ่งเป็นสิ่งที่พบน้อยกว่าในมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ใกล้กล้ามเนื้อหูรูดยังทำให้ประเด็นเรื่องการเก็บรักษาหูรูดและถุงหน้าท้องมีความสำคัญมากขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงบางราย

อ่านตารางเปรียบเทียบแบบละเอียดและแนวทางการผ่าตัดของทั้งสองชนิด: การผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง →

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง: ภาพรวมและทางเลือก

แนวทางการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระยะของโรค ตำแหน่งของ ก้อนมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และผลการตรวจเพิ่มเติม โดยทั่วไปแนวทางการรักษาในแต่ละระยะ จะอ้างอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติสากล เช่น NCCN Guidelines ร่วมกับดุลยพินิจของทีมแพทย์ผู้ดูแล การผ่าตัดยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ขณะที่บางรายอาจต้องได้รับยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการรักษาแบบมุ่งเป้าร่วมด้วย

แนวทางการรักษาตามระยะของโรค

ระยะของโรคแนวทางการรักษาโดยทั่วไป
ระยะที่ 1ผ่าตัด
ระยะที่ 2ผ่าตัด ± ยาเคมีบำบัด
ระยะที่ 3ผ่าตัด + ยาเคมีบำบัด
ระยะที่ 4ผ่าตัด / ยาเคมีบำบัด / Targeted Therapy / Immunotherapy (ในผู้ป่วยบางราย)

ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเดียวกันอาจได้รับการรักษาที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ผลพยาธิวิทยา และสุขภาพโดยรวม แนวทางที่เหมาะสมจึงควรวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์ผู้ดูแล

การผ่าตัด

การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาหลักในหลายระยะของโรค ปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิด การผ่าตัดผ่านกล้อง และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ แต่ละวิธีมีข้อบ่งชี้และความเหมาะสมต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย

อ่านรายละเอียด เทคนิคการผ่าตัดแต่ละวิธี →

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

ยาเคมีบำบัดมีบทบาทในการลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรค และใช้รักษาในผู้ป่วยบางระยะ ความจำเป็นในการรับยาเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับระยะของโรคและผลพยาธิวิทยาหลังผ่าตัด ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องได้รับ

การฉายแสงก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant Therapy) สำหรับมะเร็งลำไส้ตรง
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงบางรายอาจได้รับการฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant CCRT) หรือในรูปแบบ Total Neoadjuvant Therapy (TNT) เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งและเพิ่มโอกาสในการผ่าตัดได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงทุกรายที่จำเป็นต้องฉายแสงก่อนผ่าตัด การตัดสินใจขึ้นอยู่กับระยะของโรคและผล MRI Rectum

อ่านรายละเอียด การฉายแสงก่อนผ่าตัดสำหรับมะเร็งลำไส้ตรง →

ยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด

ในผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย การรักษาอาจรวมถึง Targeted Therapy หรือ Immunotherapy โดยการเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับลักษณะทางชีววิทยาและผลการตรวจทางพันธุกรรมของก้อนมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย

ถุงหน้าท้อง (Ostomy): ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องมี

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงจำนวนมากสามารถรักษาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีถุงหน้าท้องถาวร ในบางรายอาจมีถุงหน้าท้องชั่วคราวเพื่อให้รอยต่อลำไส้ฟื้นตัว ซึ่งสามารถปิดกลับได้ในภายหลัง ส่วนถุงหน้าท้องถาวรมักพิจารณาเฉพาะในผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งอยู่ต่ำใกล้กล้ามเนื้อหูรูดและไม่สามารถเก็บรักษากล้ามเนื้อหูรูดไว้ได้อย่างปลอดภัย

อ่านรายละเอียด เรื่องถุงหน้าท้องและการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ตรง →

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงไม่มีแนวทางเดียวที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน การวางแผนร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพและการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีบทบาทสำคัญในการเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

การผ่าตัดเป็นหัวใจสำคัญของการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ป่วยจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องตามหลักการรักษาทางมะเร็งวิทยา
ปัจจุบันมีหลายเทคนิคการผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) แต่ละวิธีมีข้อบ่งชี้และความเหมาะสมที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ระยะของโรค และดุลยพินิจของศัลยแพทย์ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

#อ่านรายละเอียดเทคนิคการผ่าตัดแต่ละวิธี →

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงรักษาหายไหม?

คำตอบคือ มีโอกาสหายจากโรคได้

ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถหายจากโรคได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการรักษาในระยะเริ่มต้น
ปัจจุบัน ความก้าวหน้าของการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด การฉายแสง และการรักษาแบบมุ่งเป้า ทำให้ผลการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากทะเบียนมะเร็งระดับนานาชาติในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าอัตราการรอดชีวิต 5 ปี โดยรวมของโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงความก้าวหน้าของทั้งการตรวจคัดกรองและการรักษา
#"ผ่าตัดมะเร็งลำไส้"

ระยะของโรคมีผลต่อโอกาสรักษาหายหรือไม่?

มี
ระยะของโรคเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ใช้วางแผนการรักษาและประเมินพยากรณ์โรค โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะต้นมักมีผลการรักษาที่ดีกว่า และมีโอกาสหายจากโรคสูงกว่าผู้ที่โรคลุกลาม
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเดียวกันอาจมีผลการรักษาแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย

ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อผลการรักษา?

นอกจากระยะของโรคแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อผลการรักษา เช่น

  • ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง
  • ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา
  • การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
  • การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือ
  • การฉายแสง
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
  • โรคร่วมอื่น ๆ

ดังนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายจึงไม่สามารถนำผลการรักษาของผู้อื่นมาเปรียบเทียบได้โดยตรง

มะเร็งลำไส้ระยะที่ 4 ยังรักษาได้หรือไม่?

แม้มะเร็งระยะที่ 4 จะเป็นระยะที่มีการกระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางรักษา
ในผู้ป่วยบางรายที่มีการกระจายของโรคในขอบเขตจำกัด เช่น ตับหรือปอดเพียงบางตำแหน่ง อาจยังมีโอกาสได้รับการรักษาเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว หรือในบางกรณีอาจสามารถรักษาเพื่อหวังผลหายขาดได้
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้จะอยู่ได้กี่ปี?

ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน
ผู้ป่วยบางรายสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นเวลาหลายปีหลังการรักษา ขณะที่บางรายอาจต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการอยู่รอด ได้แก่

  • ระยะของโรค
  • การตอบสนองต่อการรักษา
  • สุขภาพโดยรวม
  • ผลการตรวจทางพยาธิวิทยาและชีววิทยาของก้อนมะเร็ง

ด้วยเหตุนี้ การประเมินพยากรณ์โรคที่แม่นยำจึงควรทำโดยทีมแพทย์ผู้ดูแลที่มีข้อมูลทางการแพทย์ครบถ้วน

คำแนะนำจากหมอด้วง

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การคาดเดาว่าจะอยู่ได้กี่ปี แต่คือการได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ มีโอกาสตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และหายจากโรคได้เมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

สิ่งที่ควรรู้

    มะเร็งลำไส้ระยะต้น มีโอกาสรักษาหายขาดได้สูง

    มะเร็งระยะที่ 4 ยังมีทางเลือกในการรักษา

    ผู้ป่วยแต่ละรายมีพยากรณ์โรคแตกต่างกัน

    การตรวจพบเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา

หากไม่รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง จะเกิดอะไรขึ้น?

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นโรคที่มักมีการดำเนินโรคต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษา ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นของร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

1. ลำไส้อุดตัน (Bowel Obstruction)

เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้ช่องลำไส้ตีบแคบจนเกิดการอุดตัน สัญญาณที่พบบ่อยได้แก่

  • ปวดท้องเป็นพัก ๆ หรือปวดรุนแรง
  • ท้องอืดมาก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ไม่สามารถผายลมหรือถ่ายอุจจาระได้

ภาวะลำไส้อุดตันถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดโดยเร่งด่วน

2. เลือดออกเรื้อรังและภาวะโลหิตจาง

ก้อนมะเร็งอาจมีเลือดออกทีละเล็กน้อยเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ซึ่งมักแสดงออกผ่านอาการ

  • อ่อนเพลีย
  • เหนื่อยง่าย
  • เวียนศีรษะ
  • หน้ามืด
  • ใจสั่น

ในบางรายอาจมีเลือดออกทางทวารหนักในปริมาณมากจนจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

3. ลำไส้ทะลุ (Bowel Perforation)

หากก้อนมะเร็งลุกลามจนทำให้ผนังลำไส้อ่อนแอ อาจเกิดภาวะลำไส้ทะลุ ทำให้อุจจาระและเชื้อแบคทีเรียรั่วเข้าสู่ช่องท้อง เกิดการติดเชื้อรุนแรง (Peritonitis) ผู้ป่วยในภาวะนี้มักมาพบแพทย์ด้วย

  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • หน้าท้องแข็ง
  • ไข้สูง
  • ช็อก

ภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการผ่าตัดโดยเร็ว

4. การแพร่กระจายไปยังตับ (Liver Metastasis)

ตับเป็นอวัยวะที่มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงแพร่กระจายไปได้บ่อยที่สุด เนื่องจากเลือดจากลำไส้ไหลผ่านตับก่อนเข้าสู่ระบบไหลเวียนของร่างกาย ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น อาจเริ่มสังเกตเห็น

  • ปวดชายโครงขวา
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง (ในบางราย)

5. การแพร่กระจายไปยังปอด (Lung Metastasis)

มะเร็งลำไส้สามารถแพร่กระจายไปยังปอดได้ โดยเฉพาะในระยะลุกลาม กลุ่มอาการที่พบร่วมด้วยได้บ่อยคือ

  • ไอเรื้อรัง
  • เหนื่อยง่าย
  • หายใจลำบาก
  • ไอเป็นเลือด (พบไม่บ่อย)

ในผู้ป่วยบางรายอาจตรวจพบจากเอกซเรย์หรือ CT Scan โดยที่ยังไม่มีอาการผิดปกติ

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

แม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจะสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้หากไม่ได้รับการรักษา แต่หากวินิจฉัยได้ตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม โอกาสในการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมีสูงกว่าระยะลุกลามอย่างมาก
หากมีอาการผิดปกติหรืออยู่ในกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง การเข้ารับการประเมินและวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

สิ่งที่ควรรู้

    มะเร็งลำไส้ระยะต้น มีโอกาสรักษาหายขาดได้สูง

    มะเร็งระยะที่ 4 ยังมีทางเลือกในการรักษา

    ผู้ป่วยแต่ละรายมีพยากรณ์โรคแตกต่างกัน

    การตรวจพบเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

แม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ยังมีความเข้าใจผิดหลายประการที่อาจทำให้ผู้ป่วยละเลยอาการหรือพลาดโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ความเข้าใจผิดที่ 1: ไม่มีอาการ แปลว่าไม่เป็นมะเร็งลำไส้

ไม่จริง
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจำนวนไม่น้อยไม่มีอาการผิดปกติเลย โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น
หลายรายได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรองหรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทั้งที่ยังไม่มีอาการใด ๆ
ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ แม้ว่าจะยังรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม

ความเข้าใจผิดที่ 2: ถ่ายเป็นเลือดคือริดสีดวงเสมอ

ไม่จริง
แม้ว่าริดสีดวงทวารจะเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ถ่ายเป็นเลือดทุกคนจะเป็นริดสีดวง
อาการเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจาก
ริดสีดวงทวาร
แผลปริขอบทวาร
ติ่งเนื้อในลำไส้
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีอาการร่วมอื่น เช่น น้ำหนักลด ซีด หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ความเข้าใจผิดที่ 3: มะเร็งลำไส้เป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น

ไม่จริง
แม้ว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ในปัจจุบันพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ควรละเลยเพียงเพราะอายุยังน้อย

ความเข้าใจผิดที่ 4: ติ่งเนื้อทุกชนิดเป็นมะเร็ง

ไม่จริง
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง
อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่ม Adenomatous Polyp และ Serrated Polyp บางประเภท สามารถค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป
นี่คือเหตุผลสำคัญที่การส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีบทบาทในการป้องกันมะเร็ง ไม่ใช่เพียงการค้นหามะเร็งเท่านั้น แต่ยังช่วยตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยงออกได้ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง

ความเข้าใจผิดที่ 5: หากไม่มีประวัติครอบครัว ก็ไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้

ไม่จริง
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจำนวนมากไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน
แม้ว่าประวัติครอบครัวจะเพิ่มความเสี่ยง แต่ผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวก็ยังสามารถเกิดโรคได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญที่ควรรู้

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นโรคที่สามารถป้องกัน ค้นพบโรคในช่วงต้น และรักษาให้หายเป็นปกติได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก
การสังเกตอาการผิดปกติ การเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงอายุ และการไม่ละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย เป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคให้ได้ผลดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

1. มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงรักษาหายไหม?

3
2
ในผู้ป่วยจำนวนมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทั้งการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด การฉายแสง และการรักษาแบบมุ่งเป้า ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2. มะเร็งลำไส้ระยะที่ 3 รักษาหายไหม?

3
2
ผู้ป่วยจำนวนมากยังมีโอกาสรักษาให้หายเป็นปกติได้ แนวทางการรักษามักประกอบด้วยการผ่าตัดร่วมกับยาเคมีบำบัดตามความเหมาะสมของแต่ละราย

3. มะเร็งลำไส้ระยะที่ 4 ยังรักษาได้หรือไม่?

3
2
ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางรักษา ในผู้ป่วยบางรายที่มีการกระจายของโรคจำกัด อาจยังมีโอกาสได้รับการรักษาเพื่อหวังผลระยะยาวได้ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการกระจายโรค การตอบสนองต่อการรักษา และสุขภาพโดยรวม ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน

4. ถ่ายเป็นเลือดคือมะเร็งลำไส้หรือไม่?

3
2
ไม่เสมอไป เลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากริดสีดวงทวาร แผลปริขอบทวาร ติ่งเนื้อในลำไส้ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง หากมีเลือดออกซ้ำๆ ร่วมกับน้ำหนักลด ซีด หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม

5. ไม่มีอาการจะเป็นมะเร็งลำไส้ได้หรือไม่?

3
2
ได้ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น นี่คือเหตุผลสำคัญที่การตรวจคัดกรองด้วย FIT หรือ Colonoscopy มีบทบาทสำคัญ แม้ในผู้ที่รู้สึกแข็งแรงดี

6. อายุยังน้อยสามารถเป็นมะเร็งลำไส้ได้หรือไม่?

3
2
ได้ แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ปัจจุบันพบมะเร็งลำไส้ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก หากมีอาการผิดปกติหรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ ไม่ควรละเลยเพียงเพราะอายุยังน้อย

7. ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เมื่ออายุเท่าไร?

3
2
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป หลายแนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปี ส่วนผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือปัจจัยเสี่ยงบางประการ อาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจเร็วกว่านั้น

8. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ช่วยป้องกันมะเร็งได้จริงหรือไม่?

3
2
ได้ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่เพียงช่วยค้นหามะเร็ง แต่ยังสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งออกได้ก่อนเกิดโรค จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

9. ติ่งเนื้อในลำไส้คือมะเร็งหรือไม่ และทุกชนิดกลายเป็นมะเร็งไหม?

3
2
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง และไม่ใช่ทุกชนิดที่จะกลายเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อกลุ่ม Adenomatous Polyp สามารถพัฒนาเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป การตรวจทางพยาธิวิทยาหลังตัดติ่งเนื้อจะช่วยบอกชนิดและความเสี่ยงของติ่งเนื้อแต่ละรายได้

10. มะเร็งลำไส้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?

3
2
มะเร็งลำไส้บางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เช่น Lynch Syndrome หรือ Familial Adenomatous Polyposis (FAP) อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคทางพันธุกรรมโดยตรง

11. มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งลำไส้ตรงต่างกันอย่างไร?

3
2
ทั้งสองโรคอยู่ในกลุ่ม Colorectal Cancer เหมือนกัน แต่มีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันในบางประเด็น โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ตรงซึ่งอาจต้องใช้ MRI Rectum การฉายแสงก่อนผ่าตัด หรือมีประเด็นเรื่องกล้ามเนื้อหูรูดและถุงหน้าท้องเข้ามาเกี่ยวข้อง

หลังรักษามะเร็งลำไส้แล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

3
2
สามารถเกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมาตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำและตรวจหาความผิดปกติใหม่ที่อาจเกิดขึ้น

คำแนะนำจากหมอด้วง

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันและมีโอกาสหายขาด ในผู้ป่วยจำนวนมาก หากได้รับการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สิ่งที่น่าเสียดายคือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอาจมีสัญญาณเตือน เช่น เลือดออกทางทวารหนัก การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง น้ำหนักลด หรือภาวะโลหิตจาง แต่เข้าใจว่าเป็นอาการเล็กน้อยหรือเกิดจากริดสีดวงทวารเพียงอย่างเดียว
หากคุณมีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่เป็นต่อเนื่อง ไม่ควรละเลยการตรวจเพิ่มเติม
การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือโอกาสสำคัญที่สุดในการรักษา และในหลายกรณี การส่องกล้องลำไส้ใหญ่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ด้วยการตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยงออกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

การไม่พบโรค คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการตรวจคัดกรอง

ทำไมควรปรึกษาศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก?

มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นโรคที่มีความซับซ้อนตั้งแต่การวินิจฉัย การประเมินระยะของโรค การวางแผนผ่าตัด ไปจนถึงการรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัดและการฉายแสงในผู้ป่วยบางราย
การดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้จึงไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกเท่านั้น แต่รวมถึงการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยคำนึงถึงทั้งผลการรักษาทางมะเร็งวิทยา คุณภาพชีวิตหลังการรักษา และการติดตามดูแลระยะยาว
ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Surgeon) เป็นแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมด้านโรคของลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง และทวารหนัก รวมถึงการผ่าตัดรักษาโรคด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) ตามข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

ดูประวัติของหมอด้วง →

ดูผลงานวิจัยทั้งหมด →

กังวลเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง?

หากคุณมีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยหาสาเหตุ วางแผนการตรวจเพิ่มเติม และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอาจเพิ่มโอกาสในการรักษา และในหลายกรณีสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนเกิดโรคผ่านการตรวจคัดกรองและการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก