มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
อาการ สาเหตุ การวินิจฉัย การรักษา และโอกาสหายขาด
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer)
มะเร็งที่สามารถป้องกัน ตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และรักษาให้หายขาดได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก
หากคุณมีอาการต่อไปนี้ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
- ถ่ายเป็นเลือดทางทวารหนัก
- การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
- น้ำหนักลดหรือซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer) คืออะไร?
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer) เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่หรือลำไส้ตรง ซึ่งมีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้จนเกิดเป็นก้อนมะเร็ง
โรคนี้เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถมีโอกาสหายขาด
ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงคืออะไร?
ลำไส้ใหญ่ (Colon) เป็นส่วนปลายของระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่จากกากอาหารก่อนขับออกจากร่างกาย มะเร็งที่เกิดขึ้นในส่วนนี้เรียกว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer)
ลำไส้ตรง (Rectum) เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ อยู่ก่อนถึงทวารหนัก มะเร็งที่เกิดขึ้นในส่วนนี้เรียกว่า มะเร็งลำไส้ตรง (Rectal Cancer)
แม้ทั้งสองโรคจะมีลักษณะทางชีววิทยาใกล้เคียงกัน แต่แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันในบางกรณี
👉 มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงต่างกันอย่างไร →
มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากติ่งเนื้อ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เริ่มต้นจากติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colorectal Polyp) ซึ่งเป็นก้อนเนื้อเล็กๆ ที่ยื่นออกมาจากผนังด้านในของลำไส้ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อกลุ่ม Adenomatous Polyp (Adenoma) และบางชนิดในกลุ่ม Serrated Polyp มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้หากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษา
กระบวนการนี้มักเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นและใช้เวลาหลายปี:
[ Infographic ] Normal Colon → Polyp → Advanced Adenoma → Cancer
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ สามารถตรวจพบและรักษาได้ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง หากได้รับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม
ทำไมการตรวจพบโรคในระยะแรกเริ่มจึงสำคัญ?
ในระยะแรก มะเร็งลำไส้อาจไม่มีอาการผิดปกติเลย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรอง ทั้งที่ยังไม่มีอาการ
เมื่อพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสรักษาให้หายขาดมักสูงกว่าการพบโรคในระยะที่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นอย่างมาก
ข้อได้เปรียบสำคัญของการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) คือสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อออกได้ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง กล่าวคือ การส่องกล้องไม่ได้มีหน้าที่เพียงค้นหามะเร็งเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
คำแนะนำจากหมอด้วง
ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าใจว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีไว้เพื่อตรวจหามะเร็งเท่านั้น
ในความเป็นจริง หนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการส่องกล้องคือการตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งออกตั้งแต่ก่อนเกิดโรค การตรวจในเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการป้องกันมะเร็งลำไส้ตั้งแต่ต้นเหตุ
Key Takeaway
- ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่บางชนิดสามารถกลายเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป
- กระบวนการจากติ่งเนื้อถึงมะเร็งใช้เวลาหลายปี — มีโอกาสตรวจพบและป้องกันได้
- การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ได้แค่ค้นหามะเร็ง แต่ยังป้องกันมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนเกิดโรค
อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการผิดปกติเลย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรองหรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทั้งที่ยังไม่มีอาการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคมีการเจริญเติบโตมากขึ้น อาจพบอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
เลือดออกทางทวารหนัก
เลือดออกทางทวารหนักเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นเลือดสีแดงสดปนมากับอุจจาระ เลือดติดกระดาษชำระ หรือในบางรายอาจมีเลือดสีคล้ำปะปนอยู่ในอุจจาระ
อย่างไรก็ตาม เลือดออกทางทวารหนักไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น ริดสีดวงทวาร หรือแผลปริขอบทวารได้เช่นกัน
การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะการขับถ่ายที่แตกต่างจากเดิม เช่น
- ถ่ายบ่อยขึ้น
- ถ่ายน้อยลง
- รู้สึกถ่ายไม่สุด
- ต้องเบ่งมากขึ้น
หากอาการดังกล่าวเป็นต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
ท้องผูกสลับท้องเสีย
มะเร็งลำไส้อาจทำให้การเคลื่อนตัวของอุจจาระภายในลำไส้ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับถ่ายจากเดิมอย่างชัดเจน
อุจจาระมีลักษณะลีบหรือเล็กลง
ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ตรง ก้อนมะเร็งอาจทำให้ช่องทางเดินอุจจาระแคบลง ส่งผลให้อุจจาระมีลักษณะลีบหรือมีขนาดเล็กกว่าปกติ
แม้อาการนี้ไม่ได้เกิดจากมะเร็งเสมอไป แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ป่วยมะเร็งบางรายอาจมีน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
อาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่นที่ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์
ภาวะซีดหรือโลหิตจาง
มะเร็งลำไส้บางชนิดอาจมีเลือดออกทีละเล็กน้อยเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ผู้ป่วยอาจมีอาการ
- อ่อนเพลีย
- เหนื่อยง่าย
- เวียนศีรษะ
- หน้ามืด
โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
ปวดท้องหรือท้องอืดเรื้อรัง
เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือแน่นท้องได้
ในบางรายที่โรคลุกลามมาก อาจเกิดภาวะลำไส้อุดตัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเสมอไป แต่หากมีอาการผิดปกติดังกล่าว โดยเฉพาะอาการที่เป็นต่อเนื่องหรือมีเลือดออกทางทวารหนัก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ
สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการ การตรวจคัดกรองมีบทบาทสำคัญในการค้นหามะเร็งระยะเริ่มต้นและติ่งเนื้อก่อนกลายเป็นมะเร็ง
#อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
เลือดออกจากก้นใช่มะเร็งลำไส้เสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป
เลือดออกทางทวารหนักเป็นอาการที่พบได้บ่อย และสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่โรคที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง
แม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้มีเลือดออกทางทวารหนัก แต่ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการถ่ายเป็นเลือดไม่ได้เป็นมะเร็ง
ริดสีดวงทวาร
ริดสีดวงทวารเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของเลือดออกทางทวารหนัก
ผู้ป่วยมักมีเลือดสีแดงสดติดกระดาษชำระ หยดลงโถสุขภัณฑ์ หรือเคลือบอยู่บนผิวอุจจาระ
อย่างไรก็ตาม การมีริดสีดวงไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเป็นมะเร็งลำไส้ร่วมด้วยได้
อ่านเพิ่มเติม: ริดสีดวงทวารคืออะไร →
แผลปริขอบทวาร
แผลปริขอบทวาร (Anal Fissure) มักทำให้เกิดอาการปวดแสบหรือปวดรุนแรงขณะขับถ่าย ร่วมกับมีเลือดสีแดงสดออกทางทวารหนัก
ผู้ป่วยจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวงทวาร เนื่องจากมีเลือดออกคล้ายกัน
อ่านเพิ่มเติม: แผลปริขอบทวาร คืออะไร →
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colorectal Polyp) บางชนิดสามารถมีเลือดออกได้ โดยเฉพาะติ่งเนื้อขนาดใหญ่
ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการผิดปกติ และตรวจพบจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือการตรวจคัดกรอง
นอกจากนี้ ติ่งเนื้อบางชนิดยังสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต
👉 อ่านเพิ่มเติม: ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ คืออะไร →
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงสามารถทำให้มีเลือดออกทางทวารหนักได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย การตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) จะช่วยหาสาเหตุของเลือดออกและวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง
👉 อ่านเพิ่มเติม อาการของมะเร็งลำไส้ →
เมื่อใดควรพบแพทย์?
หากมีเลือดออกทางทวารหนักซ้ำ ๆ หรือมีอาการร่วมดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
อายุ 45 ปีขึ้นไป
มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
มีภาวะซีดหรือโลหิตจาง
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงจากเดิม
ตรวจพบเลือดในอุจจาระจากการตรวจคัดกรอง
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการหาสาเหตุของเลือดออกทางทวารหนักและช่วยตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สาเหตุที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก
- ริดสีดวงทวาร
- แผลปริขอบทวาร
- ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ป่วยทุกราย อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายอย่างที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เพิ่มขึ้น
การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เสมอไป แต่การทราบปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการตรวจคัดกรองและลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
อายุ 45 ปีขึ้นไป
อายุเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะหลังอายุ 45 ปี ซึ่งเป็นเหตุผลที่แนวทางเวชปฏิบัติสากลหลายฉบับ แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ในช่วงอายุดังกล่าว
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colorectal Polyp) บางชนิด โดยเฉพาะ Adenomatous Polyp สามารถพัฒนาเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่และตัดติ่งเนื้อออกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น บิดา มารดา พี่น้อง หรือบุตร เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีความเสี่ยงสูงกว่าประชากรทั่วไป
ในบางรายอาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคทางพันธุกรรม เช่น Lynch Syndrome หรือ Familial Adenomatous Polyposis (FAP)
การสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
การเลิกสูบบุหรี่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวได้
การดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
โรคอ้วนและการขาดการออกกำลังกาย
ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการควบคุมน้ำหนักตัว อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease; IBD)
ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น
- Ulcerative Colitis
- Crohn’s Disease
มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเป็นเวลานาน
การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปเป็นประจำ
การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณมากเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่
ตัวอย่างของเนื้อแปรรูป ได้แก่
- ไส้กรอก
- เบคอน
- แฮม
- กุนเชียง
การรับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูงอย่างเพียงพอ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ แต่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนไม่น้อยไม่มีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงชัดเจนมาก่อน
ดังนั้น การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่เหมาะสม โดยเฉพาะการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เมื่ออายุเท่าไร?
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันและตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากได้รับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม
ปัจจุบัน หลายแนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไปเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงตั้งแต่อายุ 45 ปี เนื่องจากพบว่าการเกิดมะเร็งลำไส้ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
ผู้ที่ควรเริ่มตรวจคัดกรอง
โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเมื่อ
อายุ 45 ปีขึ้นไป
ไม่มีอาการผิดปกติ
ไม่มีปัจจัยเสี่ยงพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจจำเป็นต้องเริ่มตรวจเร็วกว่านี้ เช่น
มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
มีประวัติครอบครัวเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ขนาดใหญ่
เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)
มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้
การตรวจ FIT คืออะไร?
FIT (Fecal Immunochemical Test) เป็นการตรวจหาเลือดปริมาณน้อยในอุจจาระที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ข้อดีของ FIT ได้แก่
ไม่ต้องส่องกล้อง
ไม่ต้องเตรียมลำไส้
ทำได้ง่าย
ใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นได้
อย่างไรก็ตาม หากผล FIT ผิดปกติ แพทย์มักแนะนำให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นวิธีตรวจที่สามารถมองเห็นเยื่อบุลำไส้ใหญ่ได้โดยตรงตลอดทั้งลำไส้
นอกจากช่วยตรวจหามะเร็งแล้ว ยังสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในคราวเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ Colonoscopy จึงถือเป็นหนึ่งในวิธีตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
หากไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?
จำเป็น
ผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้นไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ มาก่อน
การรอให้มีอาการจึงอาจทำให้พลาดโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสการรักษาให้หายเป็นปกติได้
คำแนะนำจากหมอด้วง
หากคุณมีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม
การตรวจคัดกรองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อค้นหามะเร็ง แต่ยังช่วยตรวจพบและกำจัดติ่งเนื้อที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ก่อนเกิดโรค
ควรเริ่มตรวจเมื่อไร?
- ความเสี่ยงทั่วไป → อายุ 45 ปี
- มีประวัติครอบครัว → อาจต้องเริ่มเร็วกว่า 45 ปี
- FIT = ตรวจคัดกรองเบื้องต้น
- Colonoscopy = ตรวจและตัดติ่งเนื้อได้ในคราวเดียว
การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
เมื่อสงสัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง แพทย์จะใช้ข้อมูลจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมหลายชนิดร่วมกัน เพื่อยืนยันการวินิจฉัย ประเมินระยะของโรค และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
แพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กตรวจดูเยื่อบุภายในลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยตรง ทำให้สามารถตรวจพบ
- ติ่งเนื้อในลำไส้
- ก้อนมะเร็ง
- เลือดออกผิดปกติ
ความผิดปกติอื่นของเยื่อบุลำไส้
นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาได้ในคราวเดียวกัน
การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
หากพบก้อนหรือรอยโรคที่สงสัยมะเร็งระหว่างการส่องกล้อง แพทย์จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
การตรวจชิ้นเนื้อเป็นวิธีที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งอย่างเป็นทางการ
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
หลังยืนยันการวินิจฉัยแล้ว แพทย์มักพิจารณาตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อประเมินระยะของโรค
การตรวจ CT Scan ช่วยประเมินว่า
- มะเร็งลุกลามออกนอกลำไส้หรือไม่
- มีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรือไม่
- มีการกระจายไปตับ ปอด หรืออวัยวะอื่นหรือไม่
- ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา
MRI สำหรับมะเร็งลำไส้ตรง (MRI Rectum)
ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรง การตรวจ MRI Rectum มีบทบาทสำคัญในการประเมินความลึกของก้อนมะเร็ง ความสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหูรูด และการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง
ผลการตรวจ MRI ช่วยให้ทีมรักษาสามารถวางแผนการผ่าตัด รวมถึงพิจารณาความจำเป็นในการให้เคมีบำบัดหรือการฉายแสงก่อนผ่าตัดได้อย่างเหมาะสม
การตรวจเลือด (Blood Test)
การตรวจเลือดมีบทบาทในการประเมินสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย รวมถึงค้นหาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรค
ตัวอย่างการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
- การประเมินการทำงานของตับและไต
- การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง เช่น CEA (Carcinoembryonic Antigen)
อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันหรือวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
สรุป
การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงไม่ได้อาศัยการตรวจเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการใช้ข้อมูลจากการส่องกล้อง การตรวจชิ้นเนื้อ และการตรวจทางรังสีร่วมกัน เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
Infographic
ขั้นตอนการวินิจฉัย
- อาการผิดปกติ / ตรวจคัดกรอง
- Colonoscopy
- Biopsy
- CT Scan
- MRI Rectum (ในมะเร็งลำไส้ตรง)
- วางแผนการรักษา
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงมีกี่ระยะ?
หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งลำไส้ตรง แพทย์จะประเมินระยะของโรค (Cancer Stage) เพื่อใช้วางแผนการรักษาและประเมินพยากรณ์โรค
โดยทั่วไป มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ดังนี้
ระยะที่ 1
มะเร็งยังอยู่เฉพาะในผนังลำไส้ และยังไม่มีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด และมักมีผลการรักษาที่ดีหากตรวจพบตั้งแต่ระยะนี้ ข้อมูลจาก SEER Program (Surveillance, Epidemiology, and End Results) ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานข้อมูลมะเร็งที่ใช้อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก พบว่าผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคในระยะนี้ (Localized) มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงกว่า 90%
ระยะที่ 2
มะเร็งลุกลามลึกผ่านผนังลำไส้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด และในบางรายอาจมีการพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมตามปัจจัยเสี่ยงของโรค โดยรวมแล้วระยะนี้ยังคงมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง แม้จะต่ำกว่าระยะที่ 1
ระยะที่ 3
มะเร็งมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงแล้ว แต่ยังไม่พบการกระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างออกไป
การตรวจพบมะเร็งลำไส้ในระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสของผลการรักษาที่ดี และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคลุกลาม
ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่แนะนำ รวมถึงการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะต้น และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
ระยะที่ 4
มะเร็งมีการกระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น
- ตับ
- ปอด
- เยื่อบุช่องท้อง
- อวัยวะอื่นที่อยู่ห่างจากตำแหน่งต้นกำเนิดของมะเร็ง
การรักษาในระยะนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจประกอบด้วยการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือการรักษาอื่นตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย แม้อัตราการรอดชีวิตโดยรวมในระยะนี้จะต่ำกว่าระยะอื่นอย่างชัดเจน แต่ในผู้ป่วยบางรายที่โรคกระจายในขอบเขตจำกัด ยังมีโอกาสได้รับการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวได้
ระยะของโรคมีความสำคัญอย่างไร?
ระยะของโรคเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการวางแผนการรักษา แนวทางการรักษาตามระยะของโรคที่ใช้ ในเวชปฏิบัติโดยทั่วไปอ้างอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติสากล เช่น National Comprehensive Cancer Network (NCCN) Guidelines ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับและใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเดียวกันอาจมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของ ก้อนมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และปัจจัยทางพยาธิวิทยาอื่น ๆ
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
การตรวจคัดกรองช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบมะเร็งลำไส้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งสัมพันธ์กับผลการรักษาที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการตรวจพบในระยะลุกลาม
การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่แนะนำ รวมถึงการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะต้น และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
แม้ทั้งสองโรคจะอยู่ในกลุ่ม Colorectal Cancer เหมือนกัน แต่แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ตรงที่อยู่ใกล้อุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูด ทำให้การวางแผนรักษามีความซับซ้อนกว่า
ความแตกต่างหลักที่พบบ่อยคือ มะเร็งลำไส้ตรงมักต้องอาศัยการตรวจ MRI Rectum เพื่อวางแผนก่อนผ่าตัด และในบางรายอาจต้องฉายแสงร่วมก่อนการผ่าตัด ซึ่งเป็นสิ่งที่พบน้อยกว่าในมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ใกล้กล้ามเนื้อหูรูดยังทำให้ประเด็นเรื่องการเก็บรักษาหูรูดและถุงหน้าท้องมีความสำคัญมากขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงบางราย
การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง: ภาพรวมและทางเลือก
แนวทางการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระยะของโรค ตำแหน่งของ ก้อนมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และผลการตรวจเพิ่มเติม โดยทั่วไปแนวทางการรักษาในแต่ละระยะ จะอ้างอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติสากล เช่น NCCN Guidelines ร่วมกับดุลยพินิจของทีมแพทย์ผู้ดูแล การผ่าตัดยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ขณะที่บางรายอาจต้องได้รับยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือการรักษาแบบมุ่งเป้าร่วมด้วย
แนวทางการรักษาตามระยะของโรค
| ระยะของโรค | แนวทางการรักษาโดยทั่วไป |
|---|---|
| ระยะที่ 1 | ผ่าตัด |
| ระยะที่ 2 | ผ่าตัด ± ยาเคมีบำบัด |
| ระยะที่ 3 | ผ่าตัด + ยาเคมีบำบัด |
| ระยะที่ 4 | ผ่าตัด / ยาเคมีบำบัด / Targeted Therapy / Immunotherapy (ในผู้ป่วยบางราย) |
ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเดียวกันอาจได้รับการรักษาที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ผลพยาธิวิทยา และสุขภาพโดยรวม แนวทางที่เหมาะสมจึงควรวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์ผู้ดูแล
การผ่าตัด
การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาหลักในหลายระยะของโรค ปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิด การผ่าตัดผ่านกล้อง และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ แต่ละวิธีมีข้อบ่งชี้และความเหมาะสมต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย
อ่านรายละเอียด เทคนิคการผ่าตัดแต่ละวิธี →
ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
ยาเคมีบำบัดมีบทบาทในการลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรค และใช้รักษาในผู้ป่วยบางระยะ ความจำเป็นในการรับยาเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับระยะของโรคและผลพยาธิวิทยาหลังผ่าตัด ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องได้รับ
การฉายแสงก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant Therapy) สำหรับมะเร็งลำไส้ตรง
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงบางรายอาจได้รับการฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant CCRT) หรือในรูปแบบ Total Neoadjuvant Therapy (TNT) เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งและเพิ่มโอกาสในการผ่าตัดได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงทุกรายที่จำเป็นต้องฉายแสงก่อนผ่าตัด การตัดสินใจขึ้นอยู่กับระยะของโรคและผล MRI Rectum
อ่านรายละเอียด การฉายแสงก่อนผ่าตัดสำหรับมะเร็งลำไส้ตรง →
ยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด
ในผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย การรักษาอาจรวมถึง Targeted Therapy หรือ Immunotherapy โดยการเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับลักษณะทางชีววิทยาและผลการตรวจทางพันธุกรรมของก้อนมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย
ถุงหน้าท้อง (Ostomy): ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องมี
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงจำนวนมากสามารถรักษาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีถุงหน้าท้องถาวร ในบางรายอาจมีถุงหน้าท้องชั่วคราวเพื่อให้รอยต่อลำไส้ฟื้นตัว ซึ่งสามารถปิดกลับได้ในภายหลัง ส่วนถุงหน้าท้องถาวรมักพิจารณาเฉพาะในผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งอยู่ต่ำใกล้กล้ามเนื้อหูรูดและไม่สามารถเก็บรักษากล้ามเนื้อหูรูดไว้ได้อย่างปลอดภัย
อ่านรายละเอียด เรื่องถุงหน้าท้องและการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ตรง →
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงไม่มีแนวทางเดียวที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน การวางแผนร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพและการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีบทบาทสำคัญในการเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
การผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
การผ่าตัดเป็นหัวใจสำคัญของการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ป่วยจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องตามหลักการรักษาทางมะเร็งวิทยา
ปัจจุบันมีหลายเทคนิคการผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) แต่ละวิธีมีข้อบ่งชี้และความเหมาะสมที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ระยะของโรค และดุลยพินิจของศัลยแพทย์ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงรักษาหายไหม?
คำตอบคือ มีโอกาสหายจากโรคได้
ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถหายจากโรคได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการรักษาในระยะเริ่มต้น
ปัจจุบัน ความก้าวหน้าของการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด การฉายแสง และการรักษาแบบมุ่งเป้า ทำให้ผลการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากทะเบียนมะเร็งระดับนานาชาติในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าอัตราการรอดชีวิต 5 ปี โดยรวมของโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงความก้าวหน้าของทั้งการตรวจคัดกรองและการรักษา
#"ผ่าตัดมะเร็งลำไส้"
ระยะของโรคมีผลต่อโอกาสรักษาหายหรือไม่?
มี
ระยะของโรคเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ใช้วางแผนการรักษาและประเมินพยากรณ์โรค โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะต้นมักมีผลการรักษาที่ดีกว่า และมีโอกาสหายจากโรคสูงกว่าผู้ที่โรคลุกลาม
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเดียวกันอาจมีผลการรักษาแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อผลการรักษา?
นอกจากระยะของโรคแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อผลการรักษา เช่น
- ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง
- ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา
- การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
- การตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือ
- การฉายแสง
- สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
- โรคร่วมอื่น ๆ
ดังนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายจึงไม่สามารถนำผลการรักษาของผู้อื่นมาเปรียบเทียบได้โดยตรง
มะเร็งลำไส้ระยะที่ 4 ยังรักษาได้หรือไม่?
แม้มะเร็งระยะที่ 4 จะเป็นระยะที่มีการกระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางรักษา
ในผู้ป่วยบางรายที่มีการกระจายของโรคในขอบเขตจำกัด เช่น ตับหรือปอดเพียงบางตำแหน่ง อาจยังมีโอกาสได้รับการรักษาเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว หรือในบางกรณีอาจสามารถรักษาเพื่อหวังผลหายขาดได้
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้จะอยู่ได้กี่ปี?
ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน
ผู้ป่วยบางรายสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นเวลาหลายปีหลังการรักษา ขณะที่บางรายอาจต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการอยู่รอด ได้แก่
- ระยะของโรค
- การตอบสนองต่อการรักษา
- สุขภาพโดยรวม
- ผลการตรวจทางพยาธิวิทยาและชีววิทยาของก้อนมะเร็ง
ด้วยเหตุนี้ การประเมินพยากรณ์โรคที่แม่นยำจึงควรทำโดยทีมแพทย์ผู้ดูแลที่มีข้อมูลทางการแพทย์ครบถ้วน
คำแนะนำจากหมอด้วง
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การคาดเดาว่าจะอยู่ได้กี่ปี แต่คือการได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ มีโอกาสตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และหายจากโรคได้เมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
สิ่งที่ควรรู้
มะเร็งลำไส้ระยะต้น มีโอกาสรักษาหายขาดได้สูง
มะเร็งระยะที่ 4 ยังมีทางเลือกในการรักษา
ผู้ป่วยแต่ละรายมีพยากรณ์โรคแตกต่างกัน
การตรวจพบเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา
หากไม่รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง จะเกิดอะไรขึ้น?
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นโรคที่มักมีการดำเนินโรคต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษา ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นของร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้
1. ลำไส้อุดตัน (Bowel Obstruction)
เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้ช่องลำไส้ตีบแคบจนเกิดการอุดตัน สัญญาณที่พบบ่อยได้แก่
- ปวดท้องเป็นพัก ๆ หรือปวดรุนแรง
- ท้องอืดมาก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ไม่สามารถผายลมหรือถ่ายอุจจาระได้
ภาวะลำไส้อุดตันถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดโดยเร่งด่วน
2. เลือดออกเรื้อรังและภาวะโลหิตจาง
ก้อนมะเร็งอาจมีเลือดออกทีละเล็กน้อยเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ซึ่งมักแสดงออกผ่านอาการ
- อ่อนเพลีย
- เหนื่อยง่าย
- เวียนศีรษะ
- หน้ามืด
- ใจสั่น
ในบางรายอาจมีเลือดออกทางทวารหนักในปริมาณมากจนจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
3. ลำไส้ทะลุ (Bowel Perforation)
หากก้อนมะเร็งลุกลามจนทำให้ผนังลำไส้อ่อนแอ อาจเกิดภาวะลำไส้ทะลุ ทำให้อุจจาระและเชื้อแบคทีเรียรั่วเข้าสู่ช่องท้อง เกิดการติดเชื้อรุนแรง (Peritonitis) ผู้ป่วยในภาวะนี้มักมาพบแพทย์ด้วย
- ปวดท้องอย่างรุนแรง
- หน้าท้องแข็ง
- ไข้สูง
- ช็อก
ภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการผ่าตัดโดยเร็ว
4. การแพร่กระจายไปยังตับ (Liver Metastasis)
ตับเป็นอวัยวะที่มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงแพร่กระจายไปได้บ่อยที่สุด เนื่องจากเลือดจากลำไส้ไหลผ่านตับก่อนเข้าสู่ระบบไหลเวียนของร่างกาย ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น อาจเริ่มสังเกตเห็น
- ปวดชายโครงขวา
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักลด
- ตาเหลือง ตัวเหลือง (ในบางราย)
5. การแพร่กระจายไปยังปอด (Lung Metastasis)
มะเร็งลำไส้สามารถแพร่กระจายไปยังปอดได้ โดยเฉพาะในระยะลุกลาม กลุ่มอาการที่พบร่วมด้วยได้บ่อยคือ
- ไอเรื้อรัง
- เหนื่อยง่าย
- หายใจลำบาก
- ไอเป็นเลือด (พบไม่บ่อย)
ในผู้ป่วยบางรายอาจตรวจพบจากเอกซเรย์หรือ CT Scan โดยที่ยังไม่มีอาการผิดปกติ
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
แม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจะสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้หากไม่ได้รับการรักษา แต่หากวินิจฉัยได้ตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม โอกาสในการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมีสูงกว่าระยะลุกลามอย่างมาก
หากมีอาการผิดปกติหรืออยู่ในกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง การเข้ารับการประเมินและวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
สิ่งที่ควรรู้
มะเร็งลำไส้ระยะต้น มีโอกาสรักษาหายขาดได้สูง
มะเร็งระยะที่ 4 ยังมีทางเลือกในการรักษา
ผู้ป่วยแต่ละรายมีพยากรณ์โรคแตกต่างกัน
การตรวจพบเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
แม้ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ยังมีความเข้าใจผิดหลายประการที่อาจทำให้ผู้ป่วยละเลยอาการหรือพลาดโอกาสในการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ความเข้าใจผิดที่ 1: ไม่มีอาการ แปลว่าไม่เป็นมะเร็งลำไส้
ไม่จริง
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจำนวนไม่น้อยไม่มีอาการผิดปกติเลย โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น
หลายรายได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรองหรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทั้งที่ยังไม่มีอาการใด ๆ
ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ แม้ว่าจะยังรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
ความเข้าใจผิดที่ 2: ถ่ายเป็นเลือดคือริดสีดวงเสมอ
ไม่จริง
แม้ว่าริดสีดวงทวารจะเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ถ่ายเป็นเลือดทุกคนจะเป็นริดสีดวง
อาการเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจาก
ริดสีดวงทวาร
แผลปริขอบทวาร
ติ่งเนื้อในลำไส้
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีอาการร่วมอื่น เช่น น้ำหนักลด ซีด หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ความเข้าใจผิดที่ 3: มะเร็งลำไส้เป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น
ไม่จริง
แม้ว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ในปัจจุบันพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ควรละเลยเพียงเพราะอายุยังน้อย
ความเข้าใจผิดที่ 4: ติ่งเนื้อทุกชนิดเป็นมะเร็ง
ไม่จริง
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง
อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่ม Adenomatous Polyp และ Serrated Polyp บางประเภท สามารถค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป
นี่คือเหตุผลสำคัญที่การส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีบทบาทในการป้องกันมะเร็ง ไม่ใช่เพียงการค้นหามะเร็งเท่านั้น แต่ยังช่วยตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยงออกได้ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง
ความเข้าใจผิดที่ 5: หากไม่มีประวัติครอบครัว ก็ไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้
ไม่จริง
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจำนวนมากไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน
แม้ว่าประวัติครอบครัวจะเพิ่มความเสี่ยง แต่ผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวก็ยังสามารถเกิดโรคได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญที่ควรรู้
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นโรคที่สามารถป้องกัน ค้นพบโรคในช่วงต้น และรักษาให้หายเป็นปกติได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก
การสังเกตอาการผิดปกติ การเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงอายุ และการไม่ละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย เป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคให้ได้ผลดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
1. มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงรักษาหายไหม?
2. มะเร็งลำไส้ระยะที่ 3 รักษาหายไหม?
3. มะเร็งลำไส้ระยะที่ 4 ยังรักษาได้หรือไม่?
4. ถ่ายเป็นเลือดคือมะเร็งลำไส้หรือไม่?
5. ไม่มีอาการจะเป็นมะเร็งลำไส้ได้หรือไม่?
6. อายุยังน้อยสามารถเป็นมะเร็งลำไส้ได้หรือไม่?
7. ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เมื่ออายุเท่าไร?
8. การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ช่วยป้องกันมะเร็งได้จริงหรือไม่?
9. ติ่งเนื้อในลำไส้คือมะเร็งหรือไม่ และทุกชนิดกลายเป็นมะเร็งไหม?
10. มะเร็งลำไส้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?
11. มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งลำไส้ตรงต่างกันอย่างไร?
หลังรักษามะเร็งลำไส้แล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
คำแนะนำจากหมอด้วง
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันและมีโอกาสหายขาด ในผู้ป่วยจำนวนมาก หากได้รับการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สิ่งที่น่าเสียดายคือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอาจมีสัญญาณเตือน เช่น เลือดออกทางทวารหนัก การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง น้ำหนักลด หรือภาวะโลหิตจาง แต่เข้าใจว่าเป็นอาการเล็กน้อยหรือเกิดจากริดสีดวงทวารเพียงอย่างเดียว
หากคุณมีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่เป็นต่อเนื่อง ไม่ควรละเลยการตรวจเพิ่มเติม
การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือโอกาสสำคัญที่สุดในการรักษา และในหลายกรณี การส่องกล้องลำไส้ใหญ่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ด้วยการตรวจพบและตัดติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยงออกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
การไม่พบโรค คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการตรวจคัดกรอง
ทำไมควรปรึกษาศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก?
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเป็นโรคที่มีความซับซ้อนตั้งแต่การวินิจฉัย การประเมินระยะของโรค การวางแผนผ่าตัด ไปจนถึงการรักษาร่วมกับยาเคมีบำบัดและการฉายแสงในผู้ป่วยบางราย
การดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้จึงไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกเท่านั้น แต่รวมถึงการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยคำนึงถึงทั้งผลการรักษาทางมะเร็งวิทยา คุณภาพชีวิตหลังการรักษา และการติดตามดูแลระยะยาว
ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Surgeon) เป็นแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมด้านโรคของลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง และทวารหนัก รวมถึงการผ่าตัดรักษาโรคด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) ตามข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
ดูผลงานวิจัยทั้งหมด →
กังวลเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง?
หากคุณมีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยหาสาเหตุ วางแผนการตรวจเพิ่มเติม และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอาจเพิ่มโอกาสในการรักษา และในหลายกรณีสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้ตั้งแต่ก่อนเกิดโรคผ่านการตรวจคัดกรองและการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

