การรักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ

ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงบางรายที่ต้องการลดระยะพักฟื้นและหลีกเลี่ยงการผ่าตัดริดสีดวงแบบดั้งเดิม

การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นหัตถการที่ช่วยลดอาการของริดสีดวงทวารในผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องตัดหัวริดสีดวงออกเหมือนการผ่าตัดมาตรฐาน

เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่

    ริดสีดวงระยะที่ 2-3

    เลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ

    มีก้อนยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระ

    ต้องการลดระยะพักฟื้น

    ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในกรณีที่สามารถใช้ทางเลือกอื่นได้

การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) คืออะไร?

การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยริดสีดวงทวารบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอาการของโรคและลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ เมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบดั้งเดิมในผู้ป่วยที่เหมาะสม
เทคนิคเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม Minimally Invasive Treatment หรือการรักษาแบบแผลน้อย ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐานที่มีการตัดหัวริดสีดวงออก

หลักการรักษาแตกต่างจากการผ่าตัดอย่างไร?

การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) มีหลักการคือการตัดหัวริดสีดวงที่ผิดปกติออก
ในขณะที่การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) โดยทั่วไปจะไม่ได้มุ่งเน้นการตัดหัวริดสีดวงออก แต่ใช้พลังงานเข้าไปที่เนื้อเยื่อริดสีดวงโดยตรงเพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงริดสีดวง และทำให้เกิดการหดตัวเล็กลงและการฝ่อของหัวริดสีดวงในที่สุด

การรักษาทำให้ริดสีดวงหายไปอย่างไร?

เมื่อพลังงานจากเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุถูกส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้อเยื่อ ส่งผลให้

  • หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงริดสีดวงลดลงและถูกทำลาย
  • หัวริดสีดวงค่อย ๆ หดยุบตัวลงในที่สุดเพราะไม่มีเลือดมาเลี้ยง
  • อาการเลือดออกลดลง
  • อาการมีก้อนยื่นลดลง
  • กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลังการรักษา

    เหมาะกับผู้ป่วยทุกคนหรือไม่?

    ไม่จำเป็น
    การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เหมาะกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ป่วยริดสีดวงระยะที่ 2-3 ที่มีลักษณะของโรคเหมาะสม
    ในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่มาก ริดสีดวงระยะที่ 4 หรือมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง การผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐานอาจยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า
    ดังนั้น การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจึงมีความสำคัญ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)?

การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยริดสีดวงทวารทุกคน การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดของริดสีดวง ลักษณะอาการ และการตรวจประเมินโดยแพทย์
โดยทั่วไป การรักษาในกลุ่มนี้อาจเหมาะกับผู้ป่วยต่อไปนี้

ริดสีดวงทวารระยะที่ 2

ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการเลือดออกหรือมีก้อนยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระ แต่หัวริดสีดวงสามารถหดกลับเข้าไปได้เอง
การรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุอาจช่วยลดอาการเลือดออกและทำให้หัวริดสีดวงหดตัวได้

ริดสีดวงทวารระยะที่ 3 บางราย

ผู้ป่วยระยะที่ 3 คือผู้ที่มีก้อนริดสีดวงยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระและต้องใช้มือดันกลับ
ในบางรายที่หัวริดสีดวงมีขนาดไม่ใหญ่มาก การรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุอาจเป็นทางเลือกได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับการผ่าตัดมากกว่า ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและการตรวจประเมินโดยแพทย์

มีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ

ผู้ป่วยที่มีอาการถ่ายเป็นเลือดจากริดสีดวงซ้ำ ๆ แม้จะปรับพฤติกรรมหรือใช้ยาแล้ว อาจได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุในบางกรณี

มีก้อนยื่นขนาดไม่ใหญ่มาก

การรักษาในกลุ่มนี้มักให้ผลดีในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดเล็กถึงปานกลาง
หากหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่มาก หรือมีหลายหัวร่วมกัน อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐาน

ต้องการลดระยะพักฟื้น

ผู้ป่วยบางรายมีข้อจำกัดด้านเวลาในการพักฟื้นหรือไม่ต้องการหยุดงานเป็นเวลานาน
ในผู้ป่วยที่มีลักษณะโรคเหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา

ใครบ้างที่อาจไม่เหมาะกับการรักษากลุ่มนี้?

โดยทั่วไป ผู้ป่วยต่อไปนี้อาจต้องพิจารณาแนวทางการรักษาอื่นเพิ่มเติม

  • ริดสีดวงภายนอก
  • ริดสีดวงระยะที่ 4
  • ริดสีดวงขนาดใหญ่มาก
  • มีก้อนยื่นออกมาตลอดเวลา
  • มีภาวะแทรกซ้อนจากริดสีดวง

การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ไม่ใช่ริดสีดวงทุกคนที่ต้องผ่าตัด และไม่ใช่ริดสีดวงทุกคนที่เหมาะกับเลเซอร์หรือ RFA

การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยแพทย์ผู้เฉพาะทาง เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดในผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) คืออะไร?

Laser Hemorrhoidoplasty เป็นทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยใช้พลังงานเลเซอร์ส่งเข้าไปยังเนื้อเยื่อริดสีดวง เพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวริดสีดวงและ ทำให้หัวริดสีดวงยุบฝ่อลงและลดอาการของโรคในที่สุด
เทคนิคนี้แตกต่างจากการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน เนื่องจากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการตัดหัวริดสีดวงออกทั้งหมด แต่เน้นการลดขนาดและลดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวริดสีดวงจากภายใน

หลักการทำงานของเลเซอร์รักษาริดสีดวง

ในระหว่างการรักษา ศัลยแพทย์จะส่งพลังงานเลเซอร์เข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวงโดยตรง
พลังงานดังกล่าวจะทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและทำลายหลอดเลือดภายในหัวริดสีดวง ส่งผลให้

  • หัวริดสีดวงยุบฝ่อ
  • เลือดออกลดลง
  • อาการมีก้อนยื่นลดลง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังการรักษา

ข้อดีของการรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์

ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยเลเซอร์ เช่น

  • ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบตัดออก
  • ระยะพักฟื้นโดยทั่วไปสั้นกว่าการผ่าตัดมาตรฐาน
  • ไม่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่เหมือนการผ่าตัดแบบตัดหัวริดสีดวงออก

ข้อจำกัดของการรักษาด้วยเลเซอร์

แม้การรักษาด้วยเลเซอร์จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในผู้ป่วยบางราย แต่ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
ข้อจำกัดที่ควรทราบ ได้แก่

  • ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายจะเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์
  • ผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่มากอาจได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าการผ่าตัดมาตรฐาน
  • อาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ในระยะยาว
  • บางรายอาจยังจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในอนาคต

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์?

การรักษาด้วยเลเซอร์อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย เช่น

  • ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 2
  • ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 3 บางราย
  • ผู้ที่มีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ
  • ผู้ที่ต้องการลดระยะพักฟื้น
  • ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดแบบดั้งเดิมในกรณีที่ลักษณะโรคเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การวางแผนรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

เลเซอร์รักษาริดสีดวงดีกว่าการผ่าตัดหรือไม่?

ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
การรักษาด้วยเลเซอร์มีข้อดีในเรื่องการลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและระยะพักฟื้นหากเข้าเกณฑ์ที่เหมาะสม ขณะที่การผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐานยังคงเป็นแนวทางสำคัญในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีอาการรุนแรง
การเลือกแนวทางรักษาที่ดีที่สุดจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาริดสีดวงด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) คืออะไร?

การรักษาริดสีดวงด้วยคลื่นความถี่วิทยุเป็นทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) ส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง เพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงริดสีดวง และทำให้หัวริดสีดวงยุบฝ่อลงและลดอาการของโรคได้
เทคนิคนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นในยุโรปและถูกนำมาใช้ในหลายประเทศสำหรับการรักษาผู้ป่วยริดสีดวงทวารที่มีลักษณะโรคเหมาะสม

คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) คืออะไร?

Radiofrequency Ablation หรือ RFA คือการใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อเป้าหมาย ทำให้เกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่ออย่างควบคุมได้
ในกรณีของริดสีดวงทวาร พลังงานดังกล่าวจะถูกส่งเข้าไปภายในหัวริดสีดวงโดยตรง เพื่อให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและทำลายเส้นเลือดเพื่อหยุดการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงหัวริดสีดวง

การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ทำงานอย่างไร?

ระหว่างการรักษา ศัลยแพทย์จะสอดหัวอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง และปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษา
ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • หลอดเลือดภายในหัวริดสีดวงถูกทำลาย
  • หัวริดสีดวงค่อย ๆ ยุบฝ่อลง
  • อาการมีก้อนยื่นลดลง
  • อาการเลือดออกลดลง

หลังการรักษา ร่างกายจะค่อย ๆ ดูดซึมเนื้อเยื่อที่ได้รับการรักษาและเกิดการหดตัวของหัวริดสีดวงตามธรรมชาติ

ข้อดีของ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

ในผู้ป่วยที่เหมาะสม RFA อาจมีข้อดีหลายประการ เช่น

  • ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบตัดออก
  • ไม่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่
  • ระยะพักฟื้นโดยทั่วไปสั้นกว่าการผ่าตัดมาตรฐาน
  • สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้นในผู้ป่วยหลายราย

ข้อจำกัดของ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

แม้ RFA จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
ข้อจำกัดที่ควรทราบ ได้แก่

  • ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายจะเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์
  • ผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่มากอาจได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าการผ่าตัดมาตรฐาน
  • อาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ในระยะยาว
  • บางรายอาจยังจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในอนาคต

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์?

การรักษาด้วยเลเซอร์อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย เช่น

  • ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 2
  • ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 3 บางราย
  • ผู้ที่มีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ
  • ผู้ที่ต้องการลดระยะพักฟื้น
  • ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดแบบดั้งเดิมในกรณีที่ลักษณะโรคเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การประเมินแนวทางที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) แตกต่างจากการผ่าตัดริดสีดวงอย่างไร?

การผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) มีหลักการคือการตัดหัวริดสีดวงออก
ในขณะที่ RFA ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุเพื่อทำให้หัวริดสีดวงหดตัวจากภายใน โดยไม่ได้มุ่งเน้นการตัดหัวริดสีดวงออกทั้งหมด
ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน และไม่มีวิธีใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน

งานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

มีการศึกษาทางการแพทย์หลายฉบับที่รายงานผลลัพธ์ของการรักษาริดสีดวงทวารด้วย การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) โดยพบว่าในรายที่ลักษณะโรคเอื้ออำนวย วิธีการรักษานี้สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรค และอาจมีข้อดี เช่น อาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลง ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีน (opioids) และสามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับการผ่าตัดตัดริดสีดวงในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาผลลัพธ์ของการรักษาริดสีดวงทวารด้วย RFA และเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการทางการแพทย์
ดูผลงานวิจัยและบทความวิชาการเพิ่มเติม

การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) แตกต่างกันอย่างไร?

ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารหลายรูปแบบ โดยการรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) เป็นสองทางเลือกที่ได้รับความสนใจในผู้ป่วยบางราย
แม้ทั้งสองวิธีจะอยู่ในกลุ่มการรักษาแบบแผลน้อย แต่มีหลักการรักษาและข้อพิจารณาที่แตกต่างกัน

หลักการรักษา

การรักษาด้วยเลเซอร์ใช้พลังงานเลเซอร์ส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง เพื่อให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและลดการไหลเวียนเลือดภายในหัวริดสีดวง
ส่วนการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง ทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและลดขนาดของหัวริดสีดวงในลักษณะที่แตกต่างกันตามกลไกของพลังงานที่ใช้

ลักษณะของริดสีดวงที่เหมาะสม

ทั้งเลเซอร์และ RFA มักใช้ในผู้ป่วยริดสีดวงทวารระยะที่ 2 และระยะที่ 3 บางราย
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมของแต่ละเทคนิคขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ขนาดของหัวริดสีดวง
  • จำนวนหัวริดสีดวง
  • อาการหลักของผู้ป่วย
  • ประสบการณ์ของแพทย์ผู้รักษา

ระยะพักฟื้น

ทั้งสองวิธีมักมีระยะพักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบตัดหัวริดสีดวงออก
ความเจ็บปวดหลังการรักษา
โดยทั่วไป ทั้งเลเซอร์และ RFA มักทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยกว่าการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยยังสามารถมีอาการปวด บวม หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณที่รักษาได้ และระดับอาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ข้อจำกัดของแต่ละวิธี

แม้ทั้งเลเซอร์และ RFA จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
ในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงภายนอก ริดสีดวงภายในขนาดใหญ่มาก ริดสีดวงภายในระยะที่ 4 หรือมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง การผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐานอาจยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำหรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมในอนาคต ไม่ว่าจะเลือกใช้เทคนิคใดก็ตาม

แล้วควรเลือกวิธีใด?

ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
การพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากลักษณะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความคาดหวังของผู้ป่วย และการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย

เป้าหมายสำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่คือการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เจ็บไหม?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจรักษา
คำตอบคือ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการปวดหลังการรักษาน้อยกว่าการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บเลย

ระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ระยะของริดสีดวง
  • จำนวนและขนาดของหัวริดสีดวง
  • เทคนิคที่ใช้ในการรักษา
  • การตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล

หลังทำเลเซอร์ริดสีดวง และ RFA เจ็บไหม?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจมีอาการ

  • ระคายเคืองบริเวณทวารหนัก
  • รู้สึกตึงหรือบวมเล็กน้อย
  • ปวดหรือแสบเล็กน้อยขณะขับถ่ายในช่วงแรก
  • มีเลือดซึมเล็กน้อยในช่วงแรกหลังการรักษา

อาการเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้นตามกระบวนการหายของเนื้อเยื่อ

ต้องพักฟื้นกี่วัน?

โดยทั่วไป ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาพักฟื้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และไม่มีตัวเลขที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน

ความจริงที่ผู้ป่วยควรรู้

การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ไม่ได้หมายความว่า "ไม่เจ็บ"
แต่การรักษากลุ่มนี้มักช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและลดระยะพักฟื้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
การพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากลักษณะของโรคและการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ไม่ใช่พิจารณาจากเรื่องความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ผู้ป่วยมักเข้าใจผิด

    เลเซอร์ = ไม่เจ็บ

    RFA = ไม่เจ็บ

    กลับไปทำงานได้ทุกคนในวันรุ่งขึ้น

    ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการปวดน้อยกว่าการผ่าตัดแบบมาตรฐาน

ยังกังวลเรื่องความเจ็บอยู่ไหม?

ระดับความเจ็บปวดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การพูดคุยกับศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเหมาะกับวิธีรักษาแบบไหน และควรคาดหวังอะไรได้บ้างระหว่างการฟื้นตัว

ขั้นตอนการรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

การรักษาด้วย เลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และ คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) สำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยขั้นตอนการรักษาอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามลักษณะของโรคและเทคนิคที่เลือกใช้

1. ตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์

แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินระยะของริดสีดวงทวาร เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) หรือไม่

2. วางแผนการรักษา

หลังการประเมิน แพทย์จะอธิบายทางเลือกในการรักษา รวมถึงข้อดี ข้อจำกัด และผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

3. ทำหัตถการ

แพทย์จะใช้พลังงานเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) รักษาหัวริดสีดวงตามตำแหน่งที่มีปัญหา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้หัวริดสีดวงหดตัวและลดอาการของโรค

4. พักฟื้นและสังเกตอาการ

หลังการรักษา ผู้ป่วยจะพักสังเกตอาการตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อประเมินอาการปวด เลือดออก และความพร้อมก่อนกลับบ้าน

5. กลับบ้านและติดตามผล

โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน และสามารถกลับบ้านได้เมื่ออาการคงที่ แพทย์จะนัดติดตามอาการและประเมินผลการรักษาตามความเหมาะสม

โดยทั่วไป

⏱️ ระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 20–30 นาที

🏥 พักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน

📅 ติดตามอาการตามนัดของแพทย์

หลังการรักษาต้องพักฟื้นนานไหม?

หนึ่งในเหตุผลที่ผู้ป่วยหลายรายสนใจการรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) คือการลดระยะพักฟื้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับ

  • ระยะของริดสีดวง
  • จำนวนและขนาดของหัวริดสีดวง
  • เทคนิคที่ใช้ในการรักษา
  • การตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล

สามารถกลับไปทำงานได้เมื่อไร?

ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับไปทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างเร็วหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม หากเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก ยกของหนัก หรือมีการนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
แพทย์จะให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลตามลักษณะงานและอาการหลังการรักษา

สามารถออกกำลังกายได้เมื่อไร?

ในช่วงแรกหลังการรักษา ควรหลีกเลี่ยง

  • การยกน้ำหนัก
  • การออกกำลังกายหนัก
  • กิจกรรมที่เพิ่มแรงดันในช่องท้อง

เมื่ออาการปวดและอาการบวมลดลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับไปออกกำลังกายได้ตามลำดับ โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา

สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติหรือไม่?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกอาจมีอาการ

  • ระคายเคืองเล็กน้อย
  • ปวดหรือแสบขณะถ่ายอุจจาระ
  • มีเลือดซึมเล็กน้อย

อาการดังกล่าวมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามกระบวนการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ
เพื่อช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้น ควร

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย
  • ใช้ยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์หากจำเป็น

สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้

การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ไม่ได้หมายความว่าสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติทันทีในทุกคน แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่ระยะเวลาการพักฟื้นขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล
การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

หลังการรักษาโดยทั่วไป

🏠 นอนโรงพยาบาล 1คืนหลังผ่าตัด

🚶 เดินได้ตามปกติ

💼 กลับไปทำงานได้ค่อนข้างเร็วในผู้ป่วยหลายราย

🏃 กลับไปออกกำลังกายได้หลังอาการดีขึ้น

🚽 ขับถ่ายได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงท้องผูก

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังการรักษาด้วยเลเซอร์
และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารที่มีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยกว่าการผ่าตัดแบบตัดหัวริดสีดวงออก
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ทุกชนิด ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้

เลือดออกหลังการรักษา

ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดซึมเล็กน้อยจากบริเวณที่รักษาได้ โดยเฉพาะในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อริดสีดวงค่อย ๆ ฝ่อและหลุดลอกตามกระบวนการหายของแผล จึงอาจมีเลือดซึมปริมาณเล็กน้อยร่วมกับอาการระคายเคืองหรือแสบบริเวณทวารหนักได้
อาการดังกล่าวมักเป็นภาวะที่พบได้ในระยะพักฟื้นและจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกปริมาณมาก เลือดออกต่อเนื่อง มีลิ่มเลือดจำนวนมาก หรือมีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ทันที

อาการบวมและระคายเคือง

หลังการรักษาอาจมีอาการ

  • บวมเล็กน้อย
  • รู้สึกตึงบริเวณทวารหนัก
  • ระคายเคืองหรือไม่สบายบริเวณที่รักษา

อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ

ก้อนริดสีดวงยุบไม่หมด

แม้การรักษาจะช่วยลดขนาดของหัวริดสีดวงได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจยังคงมีก้อนริดสีดวงเหลืออยู่บางส่วน โดยเฉพาะในกรณีที่ริดสีดวงมีขนาดใหญ่หรือมีหลายหัวตั้งแต่ก่อนการรักษา

อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม

ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการรักษาซ้ำ หรือพิจารณาทางเลือกอื่นเพิ่มเติม หากอาการยังคงอยู่หรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
การตัดสินใจขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและการประเมินโดยแพทย์ผู้รักษา

การกลับเป็นซ้ำของริดสีดวง

เช่นเดียวกับการรักษาริดสีดวงทุกวิธี การกลับเป็นซ้ำสามารถเกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น

  • ท้องผูกเรื้อรัง
  • เบ่งถ่ายเป็นประจำ
  • ใช้เวลาในห้องน้ำนาน
  • รับประทานกากใยอาหารไม่เพียงพอ

การปรับพฤติกรรมการขับถ่ายและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมมีส่วนสำคัญในการลดโอกาสกลับเป็นซ้ำในระยะยาว

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้ไม่บ่อย

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) พบได้ไม่บ่อย แต่ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจรักษา
การเลือกผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้ การวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง และการติดตามอาการหลังการรักษาอย่างเหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษา

สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้

    เลเซอร์และ RFA เป็นทางเลือกที่ดีในผู้ป่วยที่เหมาะสม

    ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน

    อาจจำเป็นต้องรักษาซ้ำในบางราย

    การปรับพฤติกรรมยังคงมีความสำคัญ แม้หลังการรักษา

งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบแผลเล็ก

การผ่าตัดริดสีดวงแบบแผลเล็ก เช่น การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ลดอาการปวดหลังผ่าตัด และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การวางแผนรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาร่วมกับระยะของโรค ขนาดของหัวริดสีดวง ความรุนแรงของอาการ และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย

หลักฐานทางการแพทย์จากต่างประเทศ

มีการศึกษาทางการแพทย์จากหลายประเทศที่ประเมินผลลัพธ์ของ Laser Hemorrhoidoplasty และ Radiofrequency Ablation (RFA) ในการรักษาริดสีดวงทวาร โดยพบว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ทั้งสองเทคนิคสามารถช่วยลดอาการเลือดออก ลดการยื่นของหัวริดสีดวง และบรรเทาอาการของโรคได้
นอกจากนี้ หลายการศึกษารายงานว่าเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กอาจมีข้อดี ได้แก่

  • อาการปวดหลังผ่าตัดลดลงในผู้ป่วยบางราย
  • ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดชนิดแรง (Opioids) ในบางการศึกษา
  • ฟื้นตัวและกลับไปทำกิจวัตรประจำวันหรือทำงานได้เร็วขึ้น
  • มีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดบางรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันตามลักษณะของโรค เทคนิคการผ่าตัด ประสบการณ์ของศัลยแพทย์ และระยะเวลาการติดตามผล

การเลือกผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญ

แนวทางเวชปฏิบัติจากสมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักหลายแห่งทั่วโลกให้ความสำคัญกับ การเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม (Patient Selection) เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษา
โดยทั่วไป

  • Laser Hemorrhoidoplasty และ Radiofrequency Ablation (RFA) อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารระยะที่ 2 และผู้ป่วยระยะที่ 3 บางรายที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
  • การผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) ยังคงเป็นมาตรฐานการรักษาที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 4 หรือมีองค์ประกอบของริดสีดวงภายนอกเด่น

ดังนั้น การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจึงมีบทบาทสำคัญในการวางแผนรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

งานวิจัยของ ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง

ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาผลลัพธ์ของ การรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) และเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการทางการแพทย์
ผลการศึกษารายงานว่า ในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม การรักษาด้วย RFA สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีในการบรรเทาอาการของโรค พร้อมทั้งมีแนวโน้มช่วยลดอาการปวดหลังผ่าตัด ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม Opioids และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปทำกิจวัตรประจำวันหรือทำงานได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดตัดริดสีดวงในกลุ่มผู้ป่วยที่ศึกษา
ดูผลงานวิจัยและผลงานวิชาการทั้งหมด

สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยควรทราบ

ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน การเลือกแนวทางการรักษาควรอาศัยการประเมินร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยคำนึงถึงระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ลักษณะของริดสีดวง โรคร่วม ความคาดหวังของผู้ป่วย รวมถึงข้อดีและข้อจำกัดของการรักษาแต่ละวิธี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดในผู้ป่วยแต่ละราย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์

และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

1. การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์ หรือ RFA เจ็บไหม?

3
2
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการปวดน้อยกว่าการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐานในกรณีที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บเลย โดยระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

2. ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?

3
2
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน หลังการรักษา เพื่อสังเกตอาการและประเมินความพร้อมก่อนกลับบ้าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ผู้รักษา

3. ใช้เวลาทำนานเท่าไร?

3
2
โดยทั่วไป การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปตามจำนวนและขนาดของหัวริดสีดวง ความซับซ้อนของโรค และเทคนิคการรักษาที่เลือกใช้

4. ต้องพักฟื้นกี่วัน?

3
2
ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว แต่ระยะเวลาพักฟื้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

5. สามารถกลับไปทำงานได้เมื่อไร?

3
2
ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปงานออฟฟิศมักกลับไปทำได้เร็วกว่างานที่ต้องใช้แรงมาก

6. สามารถออกกำลังกายได้เมื่อไร?

3
2
ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วงแรกหลังการรักษา และกลับไปออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์

7. หลังทำสามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติหรือไม่?

3
2
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงภาวะท้องผูกและการเบ่งถ่าย

8. ริดสีดวงระยะที่ 3 สามารถทำเลเซอร์ หรือ RFA ได้หรือไม่?

3
2
ผู้ป่วยริดสีดวงระยะที่ 3 บางรายอาจเหมาะกับเลเซอร์ หรือ RFA ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของหัวริดสีดวง ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนตัดสินใจรักษา

9. ริดสีดวงระยะที่ 4 สามารถทำ RFA ได้หรือไม่?

3
2
โดยทั่วไปผู้ป่วยริดสีดวงระยะที่ 4 มักต้องพิจารณาทางเลือกอื่นเพิ่มเติม และในหลายกรณีการผ่าตัดมาตรฐานอาจเหมาะสมกว่า

10. เลเซอร์กับ RFA ต่างกันอย่างไร?

3
2
ทั้งสองวิธีเป็นการรักษาแบบแผลน้อย แต่ใช้พลังงานคนละชนิด ได้แก่ พลังงานเลเซอร์ และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) การพิจารณาวิธีรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะโรคและการประเมินของแพทย์

11. เลเซอร์หรือ RFA ดีกว่ากัน?

3
2
ไม่มีวิธีใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน การพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากระยะของโรค ขนาดของริดสีดวง และเป้าหมายการรักษา

12. หลังรักษาแล้วริดสีดวงกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

3
2
สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับการรักษาริดสีดวงทุกวิธี โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ท้องผูกเรื้อรัง หรือเบ่งถ่ายเป็นประจำ

13. หากรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA แล้วไม่ได้ผล ต้องทำอย่างไร?

3
2
ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม หรือพิจารณาแนวทางอื่น เช่น การผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

14. การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA สามารถเบิกประกันได้หรือไม่?

3
2
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันและรายละเอียดของกรมธรรม์ ควรสอบถามโรงพยาบาลหรือบริษัทประกันก่อนเข้ารับการรักษา

15. การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA เหมาะกับผู้สูงอายุหรือไม่?

3
2
ผู้สูงอายุจำนวนมากสามารถรับการรักษาได้ แต่ควรได้รับการประเมินสุขภาพโดยรวมและโรคประจำตัวก่อนเสมอ

16. การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA ปลอดภัยหรือไม่?

3
2
โดยทั่วไปถือเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัย เมื่อมีการคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และดำเนินการโดยศัลยแพทย์ร่วมกับทีมวิสัญญีและบุคลากรทางการแพทย์ตามมาตรฐานการรักษา

17. หลังรักษาต้องมาติดตามอาการหรือไม่?

3
2
ควรมาตรวจติดตามตามนัด เพื่อประเมินผลการรักษาและตรวจหาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

18. จะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองเหมาะกับเลเซอร์หรือ RFA?

3
2
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

19. การผ่าตัดด้วยเลเซอร์หรือ RFA ใช้แทนการผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) ได้ทุกคนหรือไม่?

3
2
ไม่ได้
แม้ว่าการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารบางราย แต่ ไม่สามารถใช้ทดแทนการผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) ได้ในผู้ป่วยทุกราย โดยทั่วไป วิธีการรักษาทั้งสองอาจเหมาะสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงระยะที่ 2 และผู้ป่วยระยะที่ 3 บางรายที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ขณะที่ผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 4 หรือมีองค์ประกอบของริดสีดวงภายนอกเด่น อาจเหมาะกับการผ่าตัดตัดริดสีดวงมากกว่า การเลือกวิธีรักษาควรอาศัยการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

20. หลังทำ RFA หรือเลเซอร์ ต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือไม่?

3
2
การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ไม่ได้ทดแทนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หากผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ เช่น อายุ 45 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีภาวะโลหิตจาง หรือมีเลือดออกทางทวารหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์อาจแนะนำให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเติมเพื่อค้นหาความผิดปกติอื่นร่วมด้วย

21. รักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA แล้วสามารถกลับมาเป็นริดสีดวงอีกได้หรือไม่?

3
2
สามารถเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับการรักษาริดสีดวงทุกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา การรัดยาง การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) หรือการผ่าตัด การปรับพฤติกรรมการขับถ่าย การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และการหลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย ยังคงมีความสำคัญในการลดโอกาสกลับเป็นซ้ำในระยะยาว

22. RFA หรือเลเซอร์สามารถรักษาริดสีดวงภายนอกได้หรือไม่?

3
2
โดยทั่วไป การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาริดสีดวงทวารภายในเป็นหลัก หากผู้ป่วยมีริดสีดวงภายนอกร่วมด้วย แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาด และอาการของโรค การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

23. หากมีทั้งริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก ควรรักษาอย่างไร?

3
2
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีทั้งริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอกร่วมกัน แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับว่าอาการหลักเกิดจากส่วนใด รวมถึงขนาดและความรุนแรงของโรคในแต่ละตำแหน่ง ในบางรายอาจสามารถรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA ได้ แต่ในบางรายอาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดมาตรฐานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกว่า

ดูแลโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรัดยาง การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดตัดริดสีดวง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง เป็นศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และอาจารย์แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พร้อมทั้งมีผลงานวิจัย การฝึกอบรมจากต่างประเทศ และการมีส่วนร่วมในงานวิชาการด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างต่อเนื่อง

คุณวุฒิ

  • ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor)
  • อาจารย์แพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
  • อาจารย์ผู้ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ประสบการณ์วิชาการและการฝึกอบรมต่างประเทศ

  • Memorial Sloan Kettering Cancer Center (USA)
  • Seoul St. Mary's Hospital (South Korea)
  • National Cancer Center East (Japan)
  • Radiofrequency Ablation Training for Hemorrhoid Treatment, Cologne, Germany (2022)

ผลงานวิจัยและงานวิชาการ

  • มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)
  • ผู้เขียนและผู้ร่วมวิจัยในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความวิชาการ (Peer Reviewer)
  • วิทยากรในการประชุมและหลักสูตรฝึกอบรมด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

คุณอาจเหมาะกับการผ่าตัด หากมีอาการต่อไปนี้

    ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4

    มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ

    เลือดออกเรื้อรัง

    รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น

    อาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

ต้องการประเมินว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?

ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย

การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยระยะของโรค และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดมาตรฐาน หากคุณมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา หรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นริดสีดวงทวาร สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินและปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้

ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก