ริดสีดวงทวารคืออะไร?

อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และเมื่อไรควรผ่าตัด

สารบัญเนื้อหา
23

ริดสีดวงทวารคืออะไร

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นโรคที่เกิดจากการโป่งพองและเคลื่อนต่ำลงของหมอนรองหลอดเลือด(anal cushions) บริเวณทวารหนัก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายทุกคน หลายคนอาจเข้าใจว่าริดสีดวงเป็นก้อนเนื้อผิดปกติหรือเป็นเนื้องอก แต่ความจริงแล้วริดสีดวงไม่ใช่มะเร็ง และไม่ใช่ก้อนเนื้องอกแต่อย่างใด โดยปกติ หมอนรองหลอดเลือดบริเวณทวารหนักมีหน้าที่ช่วยในการกลั้นอุจจาระและลมบางส่วน ร่วมกับกล้ามเนื้อหูรูด เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ท้องผูกเรื้อรัง การเบ่งอุจจาระบ่อย การนั่งในห้องน้ำเป็นเวลานาน การตั้งครรภ์ หรือภาวะน้ำหนักเกิน เนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงหมอนรองหลอดเลือดเหล่านี้อาจเสื่อมสภาพ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเคลื่อนต่ำลง จนเกิดเป็นริดสีดวงทวารที่มีอาการต่าง ๆ ตามมา

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก อาการคัน ระคายเคือง หรือรู้สึกมีก้อนบริเวณปากทวาร อย่างไรก็ตามอาการเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่ริดสีดวงเสมอไป
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ "เลือดออกจากก้นใช่ริดสีดวงเสมอหรือไม่?"

แม้ว่าริดสีดวงทวารจะไม่ใช่โรคร้ายแรงในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่หากปล่อยไว้นานอาจทำให้มีเลือดออกเรื้อรัง เกิดภาวะโลหิตจาง หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ ดังนั้นการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญในการช่วยลดอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

อาการของริดสีดวงทวาร

อาการของริดสีดวงทวารมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ เลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา อาการคันหรือระคายเคืองบริเวณก้น รวมถึงอาการปวดในบางกรณี

เลือดออกทางทวารหนัก

เลือดออกทางทวารหนักเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของริดสีดวงทวาร โดยมักเป็นเลือดสีแดงสด ออกขณะถ่ายอุจจาระหรือหลังถ่ายเสร็จ อาจพบเลือดติดกระดาษชำระ หยดลงในโถส้วม หรือบางรายอาจมีเลือดพุ่งออกมาเป็นสาย
แม้เลือดออกทางทวารหนักจะพบได้บ่อยในผู้ป่วยริดสีดวง แต่ยังอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรสรุปสาเหตุจากอาการเพียงอย่างเดียว

มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก

ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์ด้วยปัญหามีก้อนยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระ ในระยะแรกก้อนอาจยุบกลับเข้าไปได้เอง แต่เมื่อโรครุนแรงขึ้น อาจต้องใช้มือดันกลับ หรือในบางรายก้อนอาจยื่นค้างอยู่ภายนอกตลอดเวลา
อาการนี้มักสัมพันธ์กับริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 2-4

คันก้นและระคายเคืองรอบทวารหนัก

ริดสีดวงอาจทำให้เกิดอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณรอบทวารหนักได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีหัวริดสีดวงยื่นออกมา มีความชื้นสะสม หรือมีอุจจาระเล็ดเปื้อนผิวหนัง ทำให้ทำความสะอาดได้ยากและเกิดการอักเสบของผิวหนังรอบทวารหนักตามมา

มีเมือกหรืออุจจาระเล็ดเปื้อนกางเกงชั้นใน

ผู้ป่วยบางรายอาจสังเกตว่ามีสารเมือกออกจากทวารหนัก หรือมีคราบเปื้อนกางเกงชั้นในอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเกิดจากการที่หัวริดสีดวงหย่อนออกมาทำให้ปิดรูทวารได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้มีเมือกหรืออุจจาระปริมาณเล็กน้อยรั่วออกมาได้

ปวดก้น

โดยทั่วไป ริดสีดวงทวารภายในมักไม่ทำให้เกิดอาการปวด เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่ไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด หากมีอาการปวดมากผิดปกติ ควรระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น ริดสีดวงขาดเลือด ริดสีดวงติดค้าง หรือริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งมักทำให้เกิดอาการปวดเฉียบพลันและมีก้อนบวมแข็งบริเวณปากทวาร

ในบางกรณี อาการปวดก้นอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น แผลปริขอบทวาร ฝีรอบทวารหนัก หรือฝีคัณฑสูตร ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยแยกโรคอย่างเหมาะสม

ริดสีดวงทวารมีกี่ระยะ?

ริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) และริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids)

การแบ่งระยะ Grade I-IV ใช้เฉพาะกับริดสีดวงทวารภายในเท่านั้น โดยเป็นการแบ่งตามระดับการหย่อนของหัวริดสีดวง ส่วนริดสีดวงทวารภายนอกจะไม่มีการแบ่งเป็นระยะ

ริดสีดวงภายใน
(Internal Hemorrhoids)
ริดสีดวงภายนอก
(External Hemorrhoids)
อยู่เหนือ Dentate Lineอยู่ใต้ Dentate Line
แบ่งเป็น Grade I-IVไม่มีการแบ่ง Grade
มักมีอาการเลือดออกหรือก้อนยื่นมักคลำได้ก้อนบริเวณปากทวาร
โดยทั่วไปไม่ค่อยปวดอาจปวดมากหากมีลิ่มเลือดอุดตัน
รักษาด้วยยา หัตถการ หรือผ่าตัดรักษาตามอาการและความรุนแรง

ริดสีดวงระยะที่ 1 (Grade I)

ริดสีดวงยังอยู่ภายในช่องทวารหนักและไม่ยื่นออกมาภายนอก
อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • เลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ
  • เลือดสีแดงสดติดกระดาษชำระหรือหยดลงในโถส้วม
  • อาจไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมการขับถ่าย การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และการใช้ยา

ริดสีดวงระยะที่ 2 (Grade II)

หัวริดสีดวงยื่นออกมาขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ แต่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง
อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • เลือดออกทางทวารหนัก
  • มีก้อนยื่นออกมาชั่วคราวขณะถ่าย
  • อาจมีอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณทวารหนัก

ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับการรักษาโดยหัตถการ เช่น การรัดยาง (Rubber Band Ligation) หรือรักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (Laser / RFA)

ริดสีดวงระยะที่ 3 (Grade III)

หัวริดสีดวงยื่นออกมาภายนอกขณะถ่ายอุจจาระหรือออกแรง และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้มือช่วยดันกลับเข้าไป
อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีก้อนยื่นออกมาหลังถ่าย
  • รู้สึกรำคาญหรือไม่สบายบริเวณทวารหนัก
  • มีเมือกหรืออุจจาระเล็ดเปื้อนกางเกงชั้นใน
  • อาจมีเลือดออกเป็นครั้งคราว

ผู้ป่วยระยะนี้มักต้องได้รับการรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและความต้องการของผู้ป่วย

ริดสีดวงระยะที่ 4 (Grade IV)

หัวริดสีดวงยื่นออกมาภายนอกตลอดเวลา และไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้
อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีก้อนยื่นค้างอยู่บริเวณปากทวาร
  • ระคายเคืองและทำความสะอาดลำบาก
  • มีเลือดออกหรือมีเมือก
  • อาจเกิดภาวะริดสีดวงติดค้างหรือขาดเลือด ทำให้มีอาการปวดอย่างรุนแรง

โดยทั่วไป ริดสีดวงระยะที่ 4 มักต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือหัตถการที่เหมาะสม เนื่องจากมีโอกาสหายด้วยวิธีรักษาแบบอนุรักษ์นิยมค่อนข้างน้อย

สรุประยะของริดสีดวงภายใน
ระยะลักษณะ
Grade Iมีเลือดออก แต่ไม่มีก้อนยื่น
Grade IIก้อนยื่นขณะถ่ายและหดกลับเองได้
Grade IIIก้อนยื่นออกมา ต้องใช้มือดันกลับ
Grade IVก้อนยื่นค้าง ดันกลับไม่ได้

ข้อสำคัญ:

ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4 ไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าตัดทุกราย ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ เช่น การรัดยาง การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency Ablation; RFA) และการผ่าตัด (Hemorrhoidectomy) โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ริดสีดวงระยะ 1-4

เลือดออกจากก้นใช่ริดสีดวงเสมอหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป
แม้ว่าริดสีดวงทวารจะเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการเลือดออกทางทวารหนัก แต่ยังมีโรคอื่นอีกหลายชนิดที่สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ ดังนั้นการมีเลือดออกจากก้นไม่ได้หมายความว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป โดยเฉพาะ เลือดที่ออกมามีลักษณะเป็นมูกปน ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือผู้ที่มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวารเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของเลือดออกทางทวารหนัก โดยมักมีลักษณะเป็นเลือดสีแดงสด ออกขณะหรือหลังถ่ายอุจจาระ เลือดอาจติดกระดาษชำระ หยดลงในโถส้วม หรือพุ่งออกมาเป็นสายได้
อย่างไรก็ตาม การสรุปว่าเลือดออกจากก้นเกิดจากริดสีดวงเพียงอย่างเดียว อาจทำให้พลาดการวินิจฉัยโรคสำคัญอื่นได้

แผลปริขอบทวาร

แผลปริขอบทวารเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยของเลือดออกทางทวารหนัก โดยมักเกิดจากการถ่ายอุจจาระแข็ง เบ่งมาก หรือท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ผิวบริเวณปากทวารหนักเกิดรอยฉีกเล็ก ๆ
ลักษณะเด่นของแผลปริขอบทวาร คือ

  • เจ็บแปลบหรือแสบมากขณะถ่าย
  • บางรายรู้สึกเหมือน “มีดบาด” หรือ “แก้วบาด” ตอนอุจจาระผ่าน
  • อาจปวดต่อเนื่องหลังถ่ายได้นานหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง
  • มักมีเลือดสีแดงสดติดกระดาษชำระ หรือเคลือบผิวอุจจาระเล็กน้อย
  • อาจมีอาการกลัวการถ่าย ทำให้ยิ่งกลั้นอุจจาระ และทำให้ท้องผูกมากขึ้น

แผลปริขอบทวารมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวง เพราะมีเลือดสีแดงสดเหมือนกัน แต่จุดสังเกตสำคัญคือ แผลปริมักมีอาการเจ็บหรือแสบชัดเจนขณะถ่าย ในขณะที่ริดสีดวงจำนวนมากอาจมีเลือดออกโดยไม่เจ็บ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แผลปริขอบทวาร

มะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำให้มีเลือดปนในอุจจาระได้เช่นกัน โดยเฉพาะเลือดที่มีมูกปน บางรายอาจมีเพียงเลือดออกเล็กน้อยจนเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวง
อาการที่อาจพบร่วม ได้แก่

  • ถ่ายเป็นเลือดเรื้อรัง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียจากภาวะโลหิตจาง
  • ท้องผูกหรือท้องเสียสลับกัน
  • ลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มะเร็งลำไส้ใหญ่

ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colon Polyp)

ติ่งเนื้อบางชนิดสามารถมีเลือดออกได้โดยไม่มีอาการอื่น ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ และตรวจพบจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือการตรวจสุขภาพ เนื่องจากติ่งเนื้อบางชนิดมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต การตรวจพบและตัดออกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colon Polyp)

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease)

โรคในกลุ่มลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Ulcerative Colitis และ Crohn's Disease อาจทำให้มีเลือดปนในอุจจาระร่วมกับอาการอื่น เช่น

  • ปวดท้อง
  • ถ่ายเหลวเรื้อรัง
  • ถ่ายบ่อยผิดปกติ
  • น้ำหนักลด

เลือดออกจากกระเปาะลำไส้ (Diverticular Bleeding)

ภาวะเลือดออกจากกระเปาะลำไส้ใหญ่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
ผู้ป่วยมักมีเลือดออกปริมาณมากแบบเฉียบพลัน โดยอาจไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นริดสีดวง

เมื่อไรควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่?

แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) หากมีปัจจัยต่อไปนี้

  • อายุ 45 ปีขึ้นไป
  • มีเลือดออกทางทวารหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียเรื้อรัง อุจจาระลำลีบเล็กลง
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • มีภาวะโลหิตจาง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • รักษาริดสีดวงแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

คำแนะนำจากแพทย์

เลือดออกจากก้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย การตรวจโดยแพทย์และการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ตามความเหมาะสม จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคสำคัญได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของริดสีดวงทวาร

ปัจจุบันยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร แต่เชื่อว่าเกิดจากการเสื่อมของเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงหมอนรองหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก ร่วมกับแรงดันที่เพิ่มขึ้นภายในช่องท้องและบริเวณทวารหนักเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวและเคลื่อนต่ำลง จนเกิดเป็นริดสีดวงทวารในที่สุด
ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อย ได้แก่

ท้องผูกเรื้อรัง

ภาวะท้องผูกเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคริดสีดวงทวาร เนื่องจากอุจจาระที่แข็งทำให้ต้องออกแรงเบ่งมากขึ้น ส่งผลให้แรงดันภายในหลอดเลือดบริเวณทวารหนักเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะท้องเสียเรื้อรังก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน

การเบ่งอุจจาระเป็นประจำ

การเบ่งถ่ายแรง ๆ เป็นเวลานาน ทำให้เกิดแรงดันต่อหมอนรองหลอดเลือดบริเวณทวารหนักซ้ำ ๆ จนเกิดการโป่งพองและหย่อนตัวลงในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนมากมีพฤติกรรมเบ่งจนเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง

การนั่งห้องน้ำนาน

การนั่งบนโถส้วมเป็นเวลานาน ทำให้เลือดคั่งบริเวณหลอดเลือดดำรอบทวารหนักมากขึ้น
หลายการศึกษาพบว่าการใช้เวลานานในห้องน้ำสัมพันธ์กับการเกิดและการกำเริบของริดสีดวงทวาร

การเล่นโทรศัพท์มือถือในห้องน้ำ

ปัจจุบันเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยมาก หลายคนใช้เวลาอ่านข่าว ดูคลิป หรือเล่นโซเชียลมีเดียระหว่างขับถ่าย ทำให้ระยะเวลาที่นั่งในห้องน้ำยาวนานขึ้นโดยไม่จำเป็น แม้โทรศัพท์มือถือจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของริดสีดวง แต่การนั่งห้องน้ำนานจากการเล่นโทรศัพท์ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดหรือทำให้อาการริดสีดวงรุนแรงขึ้นได้

การตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดริดสีดวงทวารมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกดทับหลอดเลือดดำในอุ้งเชิงกราน ทำให้เลือดไหลกลับได้ยาก นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภาวะท้องผูกที่พบได้บ่อยระหว่างตั้งครรภ์ ยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดริดสีดวงได้อีกด้วย

ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดบริเวณอุ้งเชิงกรานและทวารหนัก ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดริดสีดวงทวารมากกว่าคนทั่วไป

การนั่งทำงานเป็นเวลานาน

ผู้ที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง เช่น พนักงานออฟฟิศ คนขับรถ หรือผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นประจำ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดริดสีดวงเพิ่มขึ้น
การลุกเดิน ยืดเส้น หรือออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้

อายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อเยื่อและเอ็นที่ช่วยพยุงหมอนรองหลอดเลือดบริเวณทวารหนักจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้ริดสีดวงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น จึงพบโรคริดสีดวงได้บ่อยในผู้ใหญ่ช่วงวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

พันธุกรรมและประวัติครอบครัว

แม้ริดสีดวงจะไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมโดยตรง แต่พบว่าผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นริดสีดวง มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป อาจเกี่ยวข้องกับลักษณะของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและพฤติกรรมการขับถ่ายที่คล้ายคลึงกัน

ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้

    ท้องผูก

    เบ่งถ่าย

    นั่งห้องน้ำนาน

    เล่นมือถือในห้องน้ำ

    น้ำหนักเกิน

    ขาดการออกกำลังกาย

ริดสีดวงทวารรักษาเองได้ไหม?

ในผู้ป่วยริดสีดวงทวารระยะเริ่มต้น อาการหลายอย่างสามารถดีขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการขับถ่ายอย่างเหมาะสม ร่วมกับการใช้ยา โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่าการรักษาด้วยตนเองมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดอาการและชะลอการดำเนินของโรค ไม่ได้ทำให้ริดสีดวงหายขาดในทุกกรณี หากอาการไม่ดีขึ้น เป็นซ้ำบ่อย หรือมีริดสีดวงระยะที่ 3-4 อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์

1. เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง

กากใยอาหาร (Dietary Fiber) เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาริดสีดวงทวารในระยะเริ่มต้น
การรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่มีกากใยสูง ช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ลดการเบ่ง และลดแรงดันต่อหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก
ตัวอย่างอาหารที่มีกากใยสูง ได้แก่

  • ผักใบเขียว
  • ฟักทอง
  • ฝรั่ง
  • แอปเปิล
  • ข้าวกล้อง
  • ข้าวโอ๊ต

ธัญพืชต่าง ๆ
โดยทั่วไปแนะนำให้ได้รับกากใยอาหารประมาณ 25-30 กรัมต่อวัน

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การเพิ่มกากใยอาหารควรทำร่วมกับการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หากรับประทานกากใยมากแต่ดื่มน้ำน้อย อุจจาระอาจแข็งขึ้นและทำให้อาการท้องผูกแย่ลงได้ โดยทั่วไปควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน หรือมากกว่านั้นตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

3. ปรับพฤติกรรมการขับถ่าย

การขับถ่ายที่ถูกต้องสามารถช่วยลดอาการริดสีดวงได้อย่างมาก
คำแนะนำที่สำคัญ ได้แก่

  • ไม่เบ่งอุจจาระแรงเกินไป
  • ไม่กลั้นอุจจาระ
  • ไม่ใช้เวลานั่งในห้องน้ำนานเกินความจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการเล่นโทรศัพท์มือถือระหว่างขับถ่าย
  • เมื่อรู้สึกปวดอุจจาระควรเข้าห้องน้ำทันที

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ลดภาวะท้องผูก และช่วยควบคุมน้ำหนักตัว
ตัวอย่างการออกกำลังกายที่แนะนำ ได้แก่

  • เดินเร็ว
  • วิ่ง
  • ปั่นจักรยาน
  • ว่ายน้ำ
  • เวทเทรนนิ่ง

ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

5. ใช้ยาบรรเทาอาการตามความเหมาะสม

ยาบางชนิดสามารถช่วยลดอาการเลือดออก อาการคัน หรืออาการระคายเคืองจากริดสีดวงได้
อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้มีบทบาทในการบรรเทาอาการเป็นหลัก และไม่ได้ทำให้ริดสีดวงหายขาด
หากใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินแนวทางการรักษาเพิ่มเติม

เมื่อไรควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • เลือดออกทางทวารหนักเป็นประจำ
  • มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก
  • ปวดก้นมากผิดปกติ
  • อาการไม่ดีขึ้นหลังปรับพฤติกรรม
  • มีอาการเป็นซ้ำบ่อย
  • อายุเกิน 45 ปีและมีเลือดออกทางทวารหนัก

สรุป

ริดสีดวงทวารในระยะเริ่มต้นหลายรายสามารถควบคุมอาการได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ ปรับพฤติกรรมการขับถ่าย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้น เป็นซ้ำบ่อย หรือมีริดสีดวงระยะที่ 3-4 ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด

วิธีรักษาริดสีดวงทวาร

การรักษาริดสีดวงทวารขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ความรุนแรงของโรค อาการของผู้ป่วย ขนาดของริดสีดวง รวมถึงความต้องการและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา หัตถการแบบไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ไปจนถึงการผ่าตัด

แนวทางการรักษาตามระยะของโรค

ระยะของโรคแนวทางการรักษาที่มักใช้
Grade Iปรับพฤติกรรมการขับถ่าย เพิ่มกากใยอาหาร ดื่มน้ำ และใช้ยาตามความเหมาะสม
Grade IIปรับพฤติกรรม ร่วมกับการรักษาโดยหัตถการ เช่น Rubber Band Ligation (RBL) หรือ รักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (Laser / RFA)
Grade IIIหัตถการแบบแผลเล็ก เช่น รักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (Laser / RFA)
หรือการผ่าตัดเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy)
Grade IVมักต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) หรือหัตถการที่เหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

โดยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามที่กล่าวข้างต้น

การรักษาโดยหัตถการ

ในผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาเบื้องต้น อาจพิจารณาการรักษาโดยหัตถการ เช่น

  • การรัดยาง (Rubber Band Ligation; RBL)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty)
  • การรักษาด้วยคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency Ablation; RFA)

ข้อดีของวิธีเหล่านี้คือแผลเล็ก เจ็บน้อย และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม

การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy)

การผ่าตัดมักพิจารณาในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 3-4 หรือผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
แม้ว่าการผ่าตัดจะมีระยะพักฟื้นมากกว่าวิธีอื่น แต่ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและมีอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำในระยะยาว
ปัจจุบันการผ่าตัดริดสีดวงทวารบางเทคนิคใช้เครื่องมือกลุ่ม Bipolar Vessel Sealing System ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าความถี่สูงในการปิดผนึกหลอดเลือดแทนการผูกด้วยไหมแบบดั้งเดิม งานวิจัยเปรียบเทียบพบว่าการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีนี้สัมพันธ์กับคะแนนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดและความต้องการยาแก้ปวดที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเทคนิคมาตรฐานแบบดั้งเดิม (Conventional Diathermy Hemorrhoidectomy)

วิธีรักษาแบบใดดีที่สุด?

ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
การเลือกวิธีรักษาควรพิจารณาจาก

  • ระยะของโรค
  • อาการของผู้ป่วย
  • ขนาดและลักษณะของริดสีดวง
  • โรคร่วมประจำตัว
  • ระยะเวลาพักฟื้นที่ผู้ป่วยยอมรับได้
  • ความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย

งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์

การศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบ (Randomized Controlled Trial) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diseases of the Colon & Rectum ปี 2025 ซึ่งติดตามผู้ป่วยริดสีดวงระยะที่ 3 ในหลายโรงพยาบาลของเนเธอร์แลนด์ พบว่าการรัดยาง (Rubber Band Ligation) มีอัตราการกลับเป็นซ้ำที่ 12 เดือนสูงถึงประมาณ 47.5% เทียบกับการผ่าตัด (Hemorrhoidectomy) ที่มีอัตรากลับเป็นซ้ำเพียงประมาณ 6.1% อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยกลุ่มรัดยางมีคะแนนความเจ็บปวดในสัปดาห์แรกต่ำกว่าอย่างชัดเจน และสามารถกลับไปทำงานได้เร็วกว่ามาก (เฉลี่ย 1 วัน เทียบกับ 9 วันในกลุ่มผ่าตัด)
ข้อมูลนี้สะท้อนหลักการที่แพทย์ใช้ในการเลือกวิธีรักษา คือไม่มีวิธีใดดีที่สุดสำหรับทุกคน — การรัดยางเหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วและยอมรับความเสี่ยงที่อาจต้องรักษาซ้ำได้ ขณะที่การผ่าตัดเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาวที่มั่นคงกว่าและไม่กังวลเรื่องระยะพักฟื้นที่นานกว่า

การปรึกษาศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

ยังไม่แน่ใจว่าริดสีดวงของคุณอยู่ระยะใด?

นัดหมายเพื่อรับการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

เปรียบเทียบวิธีรักษาริดสีดวงทวาร

ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารหลายวิธี โดยแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด ระยะพักฟื้น และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน
ตารางด้านล่างเป็นข้อมูลโดยสรุปเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจภาพรวมของแต่ละวิธีการรักษา

วิธีรักษาระดับความเจ็บปวดระยะพักฟื้นโดยทั่วไปเหมาะกับ
ปรับพฤติกรรม / ยาน้อยมากไม่มีระยะพักฟื้นริดสีดวงระยะเริ่มต้น
รัดยาง (RBL)น้อยถึงปานกลางระยะพักฟื้นสั้นริดสีดวงบางรายในระยะ I-II
การรักษาด้วยเลเซอร์
(Laser Hemorrhoidoplasty)
น้อยถึงปานกลางระยะพักฟื้นสั้นริดสีดวงบางรายในระยะ II-III
การรักษาด้วยคลื่นวิทยุ (RFA)น้อยถึงปานกลางระยะพักฟื้นสั้นริดสีดวงบางรายในระยะ II-III
ผ่าตัดริดสีดวงเทคนิคมาตรฐาน
(Hemorrhoidectomy)
มากกว่าเมื่อเทียบกับวิธีอื่นระยะพักฟื้นนานกว่าริดสีดวงขนาดใหญ่ ระยะรุนแรง หรือระยะต้นที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ
วิธีรักษาระดับความเจ็บปวดระยะพักฟื้นโดยทั่วไปเหมาะกับ
ปรับพฤติกรรม / ยาน้อยมากไม่มีระยะพักฟื้นริดสีดวงระยะเริ่มต้น
รัดยาง (RBL)น้อยถึงปานกลางระยะพักฟื้นสั้นริดสีดวงบางรายในระยะ I-II
การรักษาด้วยเลเซอร์
(Laser Hemorrhoidoplasty)
น้อยถึงปานกลางระยะพักฟื้นสั้นริดสีดวงบางรายในระยะ II-III
การรักษาด้วยคลื่นวิทยุ (RFA)น้อยถึงปานกลางระยะพักฟื้นสั้นริดสีดวงบางรายในระยะ II-III
ผ่าตัดริดสีดวงเทคนิคมาตรฐาน
(Hemorrhoidectomy)
มากกว่าเมื่อเทียบกับวิธีอื่นระยะพักฟื้นนานกว่าริดสีดวงขนาดใหญ่ ระยะรุนแรง หรือระยะต้นที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ

การรัดยาง (Rubber Band Ligation)

เป็นหัตถการที่ทำในห้องตรวจ ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เหมาะกับริดสีดวงระยะเริ่มต้น โดยใช้ยางรัดบริเวณหัวริดสีดวงเพื่อให้ฝ่อและหลุดออกไปเอง

รักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty)

เป็นการรักษาโดยใช้พลังงานเลเซอร์เข้าไปทำให้หัวริดสีดวงฝ่อจากภายใน โดยไม่ต้องตัดเนื้อเยื่อออกเหมือนการผ่าตัดแบบดั้งเดิม
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Laser Hemorrhoidoplasty

รักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA)

เป็นการรักษาริดสีดวงด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation) จัดเป็นการรักษาแบบแผลเล็ก โดยใช้พลังงานความร้อนทำให้หลอดเลือดในหัวริดสีดวงฝ่อลง
ข้อดีคือเจ็บน้อย กลับบ้านได้ทันที และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รักษาริดสีดวงด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation)

ผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy)

ยังคงเป็นมาตรฐานการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีอาการรุนแรง นอกจากนี้ยังสามารถรักษาในริดสีดวงระยะต้นที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่นๆ รวมถึงริดสีดวงภายนอก โดยมีข้อดีคืออัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำที่สุดในระยะยาว แต่ต้องแลกกับอาการปวดหลังผ่าตัดและระยะพักฟื้นที่มากกว่าวิธีอื่น
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การผ่าตัดริดสีดวง

เมื่อไรควรผ่าตัดริดสีดวงทวาร?

หนึ่งในคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุดคือ
"ริดสีดวงต้องผ่าตัดไหม?"

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย
ปัจจุบันมีวิธีรักษาริดสีดวงทวารหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา การรัดยาง การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) ไปจนถึงการผ่าตัด โดยแพทย์จะเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ริดสีดวงระยะที่ 1 ต้องผ่าตัดไหม?

โดยทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมการขับถ่าย การเพิ่มกากใยอาหาร การดื่มน้ำให้เพียงพอ และการใช้ยาตามความเหมาะสม

ริดสีดวงระยะที่ 2 ต้องผ่าตัดไหม?

ส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
หากอาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาเบื้องต้น อาจพิจารณาหัตถการ เช่น

  • การรัดยาง (Rubber Band Ligation)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser hemorrhoidoplasty)
  • การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

ริดสีดวงระยะที่ 3 ต้องผ่าตัดไหม?

โดยทั่วไป ริดสีดวงระยะที่ 3 มักต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่รูปแบบการผ่าตัดขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยบางรายที่มีริดสีดวงขนาดไม่ใหญ่มาก อาจเหมาะกับ การผ่าตัดแบบแผลเล็ก เช่น

  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser hemorrhoidoplasty)
  • การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

อย่างไรก็ตาม หากริดสีดวงมีขนาดใหญ่ มีหลายหัว หรือมีอาการรุนแรง การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

ริดสีดวงระยะที่ 4 ต้องผ่าตัดไหม?

ริดสีดวงระยะที่ 4 เป็นระยะที่หัวริดสีดวงยื่นออกมาและไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการมากกว่าในระยะอื่น เช่น

  • มีก้อนยื่นค้าง
  • ระคายเคืองเรื้อรัง
  • เลือดออก
  • ทำความสะอาดลำบาก

โดยทั่วไป การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy)ยังคงเป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

ข้อบ่งชี้ที่อาจต้องพิจารณาผ่าตัด

แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดในกรณีต่อไปนี้

  • ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4
  • ริดสีดวงขนาดใหญ่หลายหัว
  • เลือดออกเรื้อรังจนเกิดภาวะโลหิตจาง
  • รักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น
  • รักษาด้วยหัตถการอื่นแล้วกลับเป็นซ้ำ
  • มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ริดสีดวงติดค้างหรือขาดเลือด

วิธีใดดีที่สุด?

ไม่มีวิธีรักษาใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับ

  • ระยะของโรค
  • ขนาดของริดสีดวง
  • อาการของผู้ป่วย
  • โรคร่วม
  • ระยะเวลาพักฟื้นที่ยอมรับได้
  • ความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย

ดังนั้นการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจึงมีความสำคัญ เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละบุคคล

ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยริดสีดวงทวารไว้โดยไม่รักษา

ริดสีดวงทวารส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคร้ายแรงและไม่ใช่มะเร็ง อย่างไรก็ตาม หากมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้

เลือดออกเรื้อรัง

ภาวะเลือดออกทางทวารหนักเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของริดสีดวงทวาร ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีเลือดออกเพียงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว แต่หากปล่อยไว้นาน อาจเกิดเลือดออกซ้ำ ๆ จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ ผู้ป่วยบางรายต้องใส่ผ้าอนามัยหรือแผ่นรองซับเนื่องจากมีเลือดออกเป็นประจำ

ภาวะโลหิตจาง

แม้จะพบไม่บ่อย แต่ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดได้
อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เวียนศีรษะ
  • หน้ามืด
  • ใจสั่น

หากมีเลือดออกทางทวารหนักร่วมกับอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม

ริดสีดวงติดค้าง (Incarcerated Hemorrhoid)

เกิดจากหัวริดสีดวงภายในที่ยื่นออกมาภายนอกและไม่สามารถกลับเข้าไปได้ตามปกติ
ผู้ป่วยมักมีอาการ

  • มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก
  • บวมมากขึ้น
  • ระคายเคือง
  • นั่งลำบาก

ภาวะนี้อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก และเสี่ยงต่อภาวะริดสีดวงขาดลือด จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

ริดสีดวงขาดเลือด (Strangulated Hemorrhoid)

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าริดสีดวงติดค้าง เมื่อหัวริดสีดวงถูกบีบรัดจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ จะเกิดการบวมอย่างมากและมีอาการปวดรุนแรง

  • ผู้ป่วยมักมีอาการ
  • ปวดก้นมากผิดปกติ
  • มีก้อนบวมโต
  • ก้อนมีสีม่วงคล้ำหรือดำ
  • นั่งหรือเดินลำบาก

ภาวะนี้ควรได้รับการประเมินและรักษาโดยแพทย์โดยเร็ว

คุณภาพชีวิตที่ลดลง

แม้จะไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์โดยตรง แต่ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับผลกระทบจาก

  • ความกังวลเรื่องเลือดออก
  • ความไม่มั่นใจจากก้อนที่ยื่นออกมา
  • อาการคันและระคายเคืองเรื้อรัง
  • การเดินทางหรือทำงานที่ไม่สะดวก

ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน

สรุป

ริดสีดวงทวารส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากมีอาการเรื้อรังหรือปล่อยไว้นาน อาจทำให้เกิดเลือดออกซ้ำ ภาวะโลหิตจาง ริดสีดวงติดค้าง หรือริดสีดวงขาดเลือดได้
หากมีเลือดออกเป็นประจำ มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก หรือมีอาการปวดผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับริดสีดวงทวาร

แม้ริดสีดวงทวารจะเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อยู่มาก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม หรือมาพบแพทย์ช้ากว่าที่ควร

ความเชื่อผิด: ริดสีดวงคือมะเร็ง

❌ ไม่จริง
ริดสีดวงทวารไม่ใช่มะเร็ง และไม่สามารถกลายเป็นมะเร็งได้
อย่างไรก็ตาม อาการของริดสีดวงบางอย่าง เช่น เลือดออกทางทวารหนัก อาจคล้ายกับโรคอื่นที่สำคัญ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ควรวินิจฉัยตนเองว่าเป็นริดสีดวงโดยไม่ได้รับการตรวจจากแพทย์

ความเชื่อผิด: เป็นริดสีดวงแล้วต้องผ่าตัดทุกคน

❌ ไม่จริง
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารจำนวนมากสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ในระยะเริ่มต้น การปรับพฤติกรรมการขับถ่าย การเพิ่มกากใยอาหาร การดื่มน้ำให้เพียงพอ และการใช้ยาสามารถช่วยควบคุมอาการได้ดี
สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีทางเลือกเป็น หัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เช่น การรัดยาง (Rubber Band Ligation) หากโรคมีความรุนแรงมากขึ้น หรือมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด ศัลยแพทย์อาจพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสม เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) หรือ การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) โดยเลือกให้เหมาะกับระยะของโรคและลักษณะของริดสีดวงในแต่ละราย

ความเชื่อผิด: กินยาหรือทายาแล้วริดสีดวงหายขาด

❌ ไม่จริง
ยารักษาริดสีดวงมีบทบาทหลักในการบรรเทาอาการ เช่น ลดเลือดออก ลดอาการคัน หรือช่วยลดการอักเสบ
อย่างไรก็ตาม ยาไม่สามารถทำให้ริดสีดวงหายขาดได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีการหย่อนของหัวริดสีดวง การรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาตามระยะของโรคและอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

ความเชื่อผิด: เลือดออกจากก้นคือริดสีดวงแน่นอน

❌ ไม่จริง
เลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่ริดสีดวงเพียงอย่างเดียว
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ "เลือดออกจากก้นใช่ริดสีดวงเสมอหรือไม่?"

ความเชื่อผิด: ริดสีดวงเกิดจากการกินของเผ็ด

❌ ไม่จริงทั้งหมด
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการรับประทานอาหารเผ็ดเป็นสาเหตุโดยตรงของริดสีดวง
อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางราย อาหารเผ็ดอาจกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคือง แสบร้อน หรือทำให้อาการที่เป็นอยู่เด่นชัดขึ้นได้

ความเชื่อผิด: ริดสีดวงเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น

❌ ไม่จริง
ริดสีดวงสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ท้องผูกเรื้อรัง เบ่งถ่ายบ่อย นั่งห้องน้ำนาน หรือใช้ชีวิตแบบนั่งทำงานเป็นเวลานาน
ปัจจุบันพบผู้ป่วยอายุน้อยที่เป็นริดสีดวงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สรุป

ริดสีดวงทวารเป็นโรคที่รักษาได้ และไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าตัดเสมอไป แต่การวินิจฉัยที่ถูกต้องมีความสำคัญ เพราะอาการหลายอย่างของริดสีดวงอาจคล้ายกับโรคอื่นที่สำคัญกว่า โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่
หากมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา หรือมีความผิดปกติของการขับถ่าย ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

มุมมองจากศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวาร ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าอาการเลือดออกทางทวารหนักเกิดจากริดสีดวงเสมอ จึงเลือกซื้อยามารับประทานเองหรือปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม อาการเลือดออกทางทวารหนักอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

ผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีภาวะโลหิตจาง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมและอาจพิจารณาการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ตามความเหมาะสม

ในปัจจุบัน ริดสีดวงทวารส่วนใหญ่สามารถรักษาได้หลายวิธี และไม่ได้จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับริดสีดวงทวาร (FAQ)

1. ริดสีดวงทวารหายเองได้ไหม?

3
2
ริดสีดวงระยะเริ่มต้นบางรายสามารถดีขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมการขับถ่าย เพิ่มกากใยอาหาร และดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ริดสีดวงที่มีขนาดใหญ่หรือมีการหย่อนของหัวริดสีดวงมักไม่หายเองทั้งหมด

2. ริดสีดวงติดต่อได้หรือไม่?

3
2
ไม่ได้ ริดสีดวงไม่ใช่โรคติดต่อและไม่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

3. ริดสีดวงเป็นมะเร็งหรือไม่?

3
2
ไม่ใช่ ริดสีดวงไม่ใช่มะเร็งและไม่สามารถกลายเป็นมะเร็งได้ แต่โรคอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจมีอาการคล้ายริดสีดวงได้

4. เลือดออกจากก้นเป็นริดสีดวงเสมอหรือไม่?

3
2
ไม่เสมอไป อาจเกิดจากติ่งเนื้อ มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคลำไส้อักเสบ หรือโรคอื่นได้ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

5. ริดสีดวงระยะที่ 3 ต้องผ่าตัดไหม?

3
2
โดยทั่วไป ริดสีดวงระยะที่ 3 มักต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นการผ่าตัดแบบเดียวกันทุกคน ศัลยแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมตามลักษณะของโรค เช่น รักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (Laser / RFA) หรือ การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy)

6. ริดสีดวงระยะที่ 4 ต้องผ่าตัดไหม?

3
2
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องพิจารณาการผ่าตัดหรือหัตถการที่เหมาะสม เนื่องจากหัวริดสีดวงยื่นออกมาและดันกลับไม่ได้

7. ริดสีดวงรักษาด้วยยาให้หายขาดได้หรือไม่?

3
2
ยาใช้เพื่อบรรเทาอาการ เช่น เลือดออก คัน หรือบวม แต่ไม่สามารถทำให้ริดสีดวงหายขาดได้ในทุกกรณี

8. ริดสีดวงกินอะไรดี?

3
2
ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และดื่มน้ำให้เพียงพอ

9. ริดสีดวงห้ามกินอะไร?

3
2
ไม่มีอาหารต้องห้ามโดยตรง แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องผูกหรือท้องเสีย รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

10. อาหารเผ็ดทำให้เป็นริดสีดวงหรือไม่?

3
2
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าอาหารเผ็ดเป็นสาเหตุของริดสีดวง แต่บางคนอาจมีอาการระคายเคืองมากขึ้นหลังรับประทาน

11. การเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำทำให้เป็นริดสีดวงจริงหรือไม่?

3
2
โทรศัพท์ไม่ได้ทำให้เกิดริดสีดวงโดยตรง แต่การนั่งห้องน้ำนานขึ้นจากการเล่นโทรศัพท์อาจเพิ่มความเสี่ยงได้

12. ริดสีดวงเกิดจากการยกของหนักหรือไม่?

3
2
การยกของหนักเป็นประจำอาจเพิ่มแรงดันในช่องท้องและเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมให้ริดสีดวงมีอาการมากขึ้นได้

13. ริดสีดวงหลังคลอดรักษาอย่างไร?

3
2
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดีขึ้นหลังคลอด โดยการปรับพฤติกรรมการขับถ่าย รับประทานกากใย และดื่มน้ำให้เพียงพอ หากอาการยังคงอยู่ควรปรึกษาแพทย์

14. ริดสีดวงขณะตั้งครรภ์อันตรายหรือไม่?

3
2
ส่วนใหญ่ไม่อันตรายต่อทารก แต่ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หากมีอาการมากหรือมีเลือดออกจำนวนมาก

15. ริดสีดวงสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

3
2
ได้ แม้จะรักษาหายแล้ว แต่หากยังมีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น ท้องผูกเรื้อรังหรือเบ่งถ่ายบ่อย ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม โอกาสการกลับเป็นซ้ำแตกต่างกันตามวิธีรักษา โดยการผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) มีอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำที่สุด ขณะที่การรักษาแบบแผลเล็กหรือหัตถการบางชนิดอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำมากกว่าในผู้ป่วยบางราย ศัลยแพทย์จะช่วยเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมโดยพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง และระยะเวลาฟื้นตัว

16. การผ่าตัดริดสีดวงเจ็บมากไหม?

3
2
หลังผ่าตัดริดสีดวงอาจมีอาการปวดได้ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 วันแรก อย่างไรก็ตาม ระดับความปวดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวด การดูแลแผล และการแช่น้ำอุ่นตามคำแนะนำของแพทย์ ปัจจุบัน เทคนิคการผ่าตัดและการระงับปวดได้รับการพัฒนาอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่าในอดีต นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ซึ่งอาจช่วยลดอาการปวดและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

17. หลังผ่าตัดริดสีดวงต้องพักฟื้นกี่วัน?

3
2

ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา โดยทั่วไปอาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่วันถึงหลายสัปดาห์

18. ริดสีดวงภายนอกกับภายในต่างกันอย่างไร?

3
2
ริดสีดวงภายในอยู่ภายในช่องทวารหนักและแบ่งเป็น Grade I-IV ส่วนริดสีดวงภายนอกอยู่บริเวณปากทวารและไม่มีการแบ่งระยะ

19. เมื่อไรควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่?

3
2
หากมีเลือดออกทางทวารหนัก อายุเกิน 45 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

16. การผ่าตัดริดสีดวงเจ็บมากไหม?

3
2
20. เมื่อไรควรพบแพทย์? ควรพบแพทย์หากมีเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก ปวดก้นมากผิดปกติ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเอง

ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก