ผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน

การผ่าตัดตัดริดสีดวงเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy)
เหมาะกับใครบ้าง?

ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง (หมอด้วง) ในห้องผ่าตัด

การผ่าตัดตัดริดสีดวงเป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ โดยศัลยแพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เช่น

  • ริดสีดวงระยะที่ 3-4
  • มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ
  • เลือดออกเรื้อรังจากริดสีดวง
  • รักษาด้วยยา หัตถการ หรือวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ต้องการลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว

การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน คืออะไร?

การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารขนาดใหญ่ หรือผู้ที่มีอาการรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
หลักการของการผ่าตัดคือการนำหัวริดสีดวงที่ผิดปกติออก โดยคงโครงสร้างสำคัญของทวารหนักไว้ให้มากที่สุด เพื่อช่วยลดอาการเลือดออก อาการมีก้อนยื่น และลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว

การผ่าตัดตัดอะไรออก?

ผู้ป่วยหลายคนกังวลว่าการผ่าตัดริดสีดวงจะเป็นการตัดเนื้อเยื่อบริเวณทวารหนักออกเป็นจำนวนมาก
ในความเป็นจริง การผ่าตัดจะมุ่งเน้นไปที่หัวริดสีดวงที่มีปัญหา โดยพยายามเก็บรักษาเนื้อเยื่อปกติรอบข้างไว้ให้มากที่สุด
เป้าหมายของการผ่าตัดคือ

  • ลดอาการเลือดออก
  • แก้ปัญหาก้อนริดสีดวงที่ยื่นออกมา
  • ลดการระคายเคืองและการอักเสบเรื้อรัง
  • ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

การผ่าตัดริดสีดวงไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อหูรูด

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ ผู้ป่วยบางรายกังวลว่าการผ่าตัดริดสีดวงจะทำให้กลั้นอุจจาระไม่ได้
โดยทั่วไป การผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐานจะทำในชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อหูรูด และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการตัดกล้ามเนื้อดังกล่าว
ศัลยแพทย์จะระมัดระวังในการรักษาโครงสร้างสำคัญของทวารหนัก เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและคงการทำงานของหูรูดทวารหนักไว้ตามปกติ

Hemorrhoidectomy ยังเป็นมาตรฐานการรักษาในหลายกรณี

แม้ปัจจุบันจะมีทางเลือกการรักษาแบบแผลเล็ก เช่น การรัดยาง (Rubber Band Ligation) การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) หรือ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation ; RFA)
แต่การผ่าตัดริดสีดวงทวารยังคงเป็นมาตรฐานการรักษาที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มี

  • ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4
  • ริดสีดวงขนาดใหญ่หลายหัว
  • ก้อนยื่นออกมาตลอดเวลา
  • เลือดออกเรื้อรัง
  • เคยรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การผ่าตัดมักให้ผลการรักษาที่ดีและมีโอกาสกลับเป็นซ้ำต่ำในระยะยาว

การผ่าตัดเหมาะกับทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็น
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน บางรายอาจรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม การใช้ยา หรือหัตถการแบบแผลเล็กโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

    ผ่าตัดริดสีดวงไม่ได้ตัดกล้ามเนื้อหูรูด

    ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องผ่าตัด

    การผ่าตัดไม่ได้ทำให้ต้องใส่ถุงหน้าท้อง

    ริดสีดวงไม่ใช่มะเร็ง

เมื่อไรจึงควรพิจารณาผ่าตัดริดสีดวงทวาร?

ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา การรัดยาง (Rubber Band Ligation) การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA)

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางกลุ่ม การผ่าตัดอาจเป็นแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว

ริดสีดวงระยะที่ 3

ริดสีดวงระยะที่ 3 คือภาวะที่หัวริดสีดวงยื่นออกมาภายนอกขณะถ่ายอุจจาระหรือออกแรง และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ผู้ป่วยต้องใช้มือช่วยดันกลับเข้าไป ผู้ป่วยบางรายสามารถรักษาได้ด้วยหัตถการแบบแผลเล็ก เช่น Laser Hemorrhoidoplasty หรือ Radiofrequency Ablation; RFA) อย่างไรก็ตาม หากริดสีดวงมีขนาดใหญ่ มีหลายหัว หรือมีอาการรุนแรง การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

ริดสีดวงระยะที่ 4

ริดสีดวงระยะที่ 4 คือภาวะที่หัวริดสีดวงยื่นออกมาอยู่ภายนอกตลอดเวลา และไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้

ผู้ป่วยมักมีอาการ

  • มีก้อนยื่นออกมาตลอดเวลา
  • ระคายเคืองและทำความสะอาดลำบาก
  • มีเลือดออกเป็นประจำ
  • มีเมือกซึม
  • ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ การผ่าตัดมาตรฐานมักเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่สำคัญ

เลือดออกเรื้อรังจากริดสีดวง

ผู้ป่วยบางรายมีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำจนรบกวนการใช้ชีวิต หรือเกิดภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง หากอาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น การผ่าตัดอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีหลายหัว

ในบางราย ริดสีดวงมีขนาดใหญ่หรือเกิดหลายตำแหน่งพร้อมกัน ทำให้เกิดอาการมาก เช่น

  • มีก้อนยื่นออกมาหลายหัว
  • ทำความสะอาดลำบาก
  • ระคายเคืองเรื้อรัง
  • มีเลือดออกซ้ำ ๆ

การผ่าตัดอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ครอบคลุมกว่าวิธีรักษาอื่นในผู้ป่วยกลุ่มนี้

รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

ผู้ป่วยบางรายเคยได้รับการรักษาด้วย

  • การปรับพฤติกรรม
  • การใช้ยา
  • การรัดยาง (Rubber Band Ligation)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty)
  • การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

แต่อาการยังคงเป็นซ้ำหรือไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวัง
ในกรณีดังกล่าว การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ชัดเจนและยั่งยืนมากขึ้น

สรุป

การผ่าตัดริดสีดวงทวารมักพิจารณาในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงระยะที่ 3-4 ริดสีดวงขนาดใหญ่หลายหัว เลือดออกเรื้อรัง หรือผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน

เครื่องมือ Bipolar Vessel Sealing System คืออะไร?

เครื่องมือในกลุ่ม Bipolar Vessel Sealing System เป็นอุปกรณ์ผ่าตัดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยปิดผนึกหลอดเลือดและเนื้อเยื่อระหว่างการผ่าตัด ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในศัลยกรรมหลายสาขา รวมถึงการผ่าตัดริดสีดวงทวาร เนื่องจากช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถตัดและห้ามเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Bipolar Vessel Sealing System ทำงานอย่างไร?

เครื่องมือกลุ่มนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกับแรงกดที่เหมาะสม เพื่อเชื่อมประสานผนังหลอดเลือดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถห้ามเลือดได้อย่างแม่นยำ และลดความจำเป็นในการผูกเส้นเลือดด้วยวิธีดั้งเดิมในหลายขั้นตอนของการผ่าตัด

ข้อดีของ Bipolar Vessel Sealing System ในการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

ควบคุมเลือดออกได้ดี

เครื่องมือกลุ่มนี้ช่วยปิดผนึกหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยลดการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด

ช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การตัดและห้ามเลือดสามารถทำได้ในขั้นตอนเดียว ช่วยลดจำนวนขั้นตอนระหว่างการผ่าตัด และช่วยให้การผ่าตัดมีความคล่องตัวมากขึ้น

ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง

ระบบควบคุมพลังงานของเครื่องมือกลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดการกระจายความร้อนออกไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างมากเกินความจำเป็น ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อปกติบริเวณใกล้เคียง

กลับบ้านได้เร็วในผู้ป่วยส่วนใหญ่

ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกันหลังผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค สุขภาพโดยรวม และดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

ผลการรักษาระยะยาวที่ดี

การผ่าตัดริดสีดวงยังคงเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 3-4 หรือผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

เทคโนโลยีนี้ทำให้ไม่เจ็บเลยหรือไม่?

แม้เครื่องมือ Bipolar Vessel Sealing System จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยยังคงมีอาการปวดหลังผ่าตัดได้ เนื่องจากบริเวณทวารหนักเป็นตำแหน่งที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก
ระดับความเจ็บปวดหลังผ่าตัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ขนาดของริดสีดวง
  • จำนวนหัวริดสีดวง
  • เทคนิคการผ่าตัด
  • การตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือการเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

แม้เทคโนโลยี Bipolar Vessel Sealing จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด แต่การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมยังคงขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและผู้ป่วยแต่ละราย

สรุป

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือการเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

ขั้นตอนการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การผ่าตัดริดสีดวงทวารเป็นหัตถการที่ทำในห้องผ่าตัด โดยศัลยแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับลักษณะของโรคและผู้ป่วยแต่ละราย

1. ดมยาสลบหรือบล็อกหลัง

ก่อนผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะประเมินสุขภาพของผู้ป่วยและเลือกวิธีระงับความรู้สึกที่เหมาะสมกับแต่ละราย เช่น
การให้ยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำ (TIVA) ร่วมกับ การฉีดยาชาเฉพาะที่รอบทวารหนัก (Perianal Block)หรือ การฉีดยาชาบริเวณไขสันหลัง (Spinal Block) ในผู้ป่วยที่เหมาะสม
ระหว่างการผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ โดยวิธีที่เลือกขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด สุขภาพของผู้ป่วย และดุลยพินิจของศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์

2. ตรวจประเมินริดสีดวงในห้องผ่าตัด

หลังจากได้รับการระงับความรู้สึก ศัลยแพทย์จะตรวจประเมินตำแหน่ง ขนาด และจำนวนหัวริดสีดวงอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการผ่าตัดให้เหมาะสม

3. ตัดหัวริดสีดวงที่มีปัญหา

ศัลยแพทย์จะนำหัวริดสีดวงที่เป็นสาเหตุของอาการออก โดยพยายามเก็บรักษาเนื้อเยื่อปกติรอบข้างไว้ให้มากที่สุด ร่วมกับการเย็บแผลโดยใช้ไหมละลาย

4. ห้ามเลือดและตรวจความเรียบร้อย

หลังตัดหัวริดสีดวงออก จะมีการห้ามเลือดและตรวจสอบความเรียบร้อยของแผลผ่าตัดก่อนสิ้นสุดการผ่าตัด

5. พักฟื้นและกลับบ้าน

หลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะพักสังเกตอาการในห้องพักฟื้นจนรู้สึกตัวดี ก่อนย้ายเข้าหอผู้ป่วยเพื่อพักฟื้นต่อ โดยแพทย์และพยาบาลจะติดตามอาการปวด เลือดออก และการขับถ่ายอย่างใกล้ชิด
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน และสามารถกลับบ้านได้เมื่ออาการคงที่ รับประทานอาหารได้ เดินได้ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย

หลังผ่าตัดริดสีดวงจะเจ็บมากไหม?

คำตอบสั้น ๆ คือ

การผ่าตัดริดสีดวงทวารเป็นการผ่าตัดที่สามารถมีอาการปวดหลังผ่าตัดได้ โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

เนื่องจากบริเวณทวารหนักเป็นตำแหน่งที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการปวด แสบ หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณแผลผ่าตัดได้ในช่วงแรกหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม ระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และปัจจุบันมีทั้งยาแก้ปวด ยาระบาย และแนวทางดูแลหลังผ่าตัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงพักฟื้นได้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก

อาการที่อาจพบหลังผ่าตัด

ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการ

  • ปวดหรือแสบแผลบริเวณทวารหนัก
  • เจ็บมากขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ
  • มีเลือดซึมเล็กน้อยจากแผล
  • รู้สึกตึงหรือบวมบริเวณแผลผ่าตัด

อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาการหายของแผล

ต้องพักฟื้นกี่วัน?

ระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ขนาดและจำนวนหัวริดสีดวง
  • ลักษณะของการผ่าตัด
  • โรคประจำตัว
  • ลักษณะงานที่ทำ
  • การตอบสนองของร่างกายแต่ละคน

โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ภายในไม่กี่วันหลังผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม งานที่ต้องใช้แรงมาก การยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องนั่งเป็นเวลานาน อาจต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม ระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และปัจจุบันมีทั้งยาแก้ปวด ยาระบาย และแนวทางดูแลหลังผ่าตัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงพักฟื้นได้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก
นอกจากนี้ การศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบที่ตีพิมพ์ในปี 2022 ซึ่งเปรียบเทียบการผ่าตัดด้วยเครื่องมือกลุ่ม Bipolar Vessel Sealing System กับเทคนิคมาตรฐานแบบดั้งเดิม (Conventional Diathermy) พบว่ากลุ่มที่ใช้เครื่องมือดังกล่าวมีคะแนนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดและความต้องการยาแก้ปวดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย

การถ่ายอุจจาระครั้งแรกหลังผ่าตัดจะเจ็บไหม?

นี่เป็นคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุด
การขับถ่ายครั้งแรกหลังผ่าตัดอาจทำให้รู้สึกเจ็บหรือแสบแผลได้ โดยเฉพาะหากมีอาการท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง
ด้วยเหตุนี้ แพทย์มักแนะนำให้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
  • ใช้ยาระบายตามความเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย

เพื่อช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้นและลดความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด

การผ่าตัดริดสีดวงในปัจจุบันต่างจากอดีตอย่างไร?

ในอดีต ผู้ป่วยจำนวนมากมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวง ทำให้เกิดความกังวลและความกลัวต่อการรักษา
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัด เครื่องมือทางศัลยกรรม ยาแก้ปวด และการดูแลหลังผ่าตัดมีการพัฒนาไปมาก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าที่หลายคนเข้าใจ

สิ่งสำคัญที่สุด

การผ่าตัดริดสีดวงไม่ใช่การรักษาที่ "ไม่เจ็บเลย"
แต่ในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 3-4 หรือมีอาการรบกวนการใช้ชีวิตอย่างมาก การผ่าตัดอาจช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ผลการรักษาที่ดีในระยะยาว
การพูดคุยกับศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และแนวทางการดูแลหลังผ่าตัด เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด

ความจริงที่คนไข้ควรรู้

    ผ่าตัดริดสีดวงมีอาการปวดหลังผ่าตัดได้

    ความเจ็บปวดมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามการหายของแผล

    ยาแก้ปวดและการดูแลหลังผ่าตัดช่วยลดอาการได้มาก

    ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังแผลหาย

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดมีความสำคัญไม่แพ้ตัวการผ่าตัดเอง การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยลดอาการปวด ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น

แช่น้ำอุ่น (Sitz Bath)

การแช่น้ำอุ่นเป็น ทางเลือกเสริมในการดูแลหลังผ่าตัด ที่อาจช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณทวารหนักคลายตัว
โดยทั่วไปสามารถแช่น้ำอุ่นวันละ 2ครั้ง หรือหลังการขับถ่ายตามคำแนะนำของแพทย์
ข้อดีของการแช่น้ำอุ่น ได้แก่

  • ช่วยลดอาการปวด
  • ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูด
  • ช่วยให้ทำความสะอาดบริเวณแผลได้ง่ายขึ้น

รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

หลังผ่าตัด แพทย์อาจจ่ายยาให้ตามความเหมาะสม เช่น

  • ยาแก้ปวด
  • ยาระบาย
  • ยาปฏิชีวนะ (ในบางกรณี)

ควรรับประทานยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง

กากใยอาหารช่วยให้อุจจาระนุ่มและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ลดความจำเป็นในการเบ่งถ่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่แผลกำลังหาย
ตัวอย่างอาหารที่มีกากใยสูง ได้แก่

  • ผักใบเขียว
  • ฟักทอง
  • ฝรั่ง
  • มะละกอ
  • ข้าวกล้อง
  • ข้าวโอ๊ต

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยให้อุจจาระไม่แข็งและลดโอกาสเกิดท้องผูก
โดยทั่วไปควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน หรือมากกว่านั้นตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

หลีกเลี่ยงภาวะท้องผูก

ท้องผูกเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บแผลมากขึ้นและอาจส่งผลต่อการหายของแผลผ่าตัด
ในช่วงพักฟื้นควร

  • ไม่กลั้นอุจจาระ
  • ไม่เบ่งถ่ายแรง
  • รับประทานกากใยอาหารให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำสม่ำเสมอ
  • ใช้ยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์

เมื่อไรควรรีบกลับมาพบแพทย์?

ควรติดต่อโรงพยาบาลหรือกลับมาพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • เลือดออกมากผิดปกติ
  • ปวดมากจนยาไม่สามารถควบคุมอาการได้
  • มีไข้สูง
  • ปัสสาวะไม่ออก
  • มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติจากแผล

สรุป

หัวใจสำคัญของการดูแลหลังผ่าตัดริดสีดวง คือการควบคุมอาการปวด ดูแลแผลให้สะอาด และป้องกันภาวะท้องผูก
การแช่น้ำอุ่น รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง จะช่วยให้การพักฟื้นเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น

Checklist กลับบ้าน

    แช่น้ำอุ่น

    กินยาให้ครบ

    ดื่มน้ำมากขึ้น

    กินผักผลไม้ทุกวัน

    ห้ามเบ่งถ่าย

    หากเลือดออกมากหรือปวดผิดปกติ ให้รีบติดต่อโรงพยาบาล

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังผ่าตัดริดสีดวงทวาร

การผ่าตัดริดสีดวงทวารเป็นหัตถการที่ทำกันอย่างแพร่หลายและมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนบางประการได้
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกราย แต่ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจรักษา

เลือดออกหลังผ่าตัด

อาจพบเลือดซึมเล็กน้อยจากแผลผ่าตัดในช่วงแรกหลังการรักษาได้
อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกปริมาณมาก เลือดออกต่อเนื่อง หรือมีลิ่มเลือดจำนวนมาก ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

ปัสสาวะลำบาก

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะลำบากในช่วงแรกหลังผ่าตัด โดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับอาการปวดบริเวณแผล การบวมของเนื้อเยื่อ หรือผลจากการระงับความรู้สึก
อาการส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เองเมื่ออาการปวดและอาการบวมลดลง

แผลติดเชื้อ

ภาวะแผลติดเชื้อหลังผ่าตัดริดสีดวงพบได้ไม่บ่อย แต่สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • ปวดมากขึ้นผิดปกติ
  • มีไข้
  • มีหนองไหลจากแผล
  • มีกลิ่นผิดปกติ

หากมีอาการดังกล่าวควรรีบกลับมาพบแพทย์

แผลหายช้า

ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานกว่าปกติในการฟื้นตัวและการหายของแผล
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการหายของแผล ได้แก่

  • โรคเบาหวาน
  • การสูบบุหรี่
  • ภาวะโภชนาการไม่ดี
  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง

การดูแลแผลและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้แผลหายได้ดีขึ้น

ภาวะทวารหนักตีบ (Anal Stenosis)

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย แต่มีความสำคัญ
ภาวะนี้เกิดจากการเกิดพังผืดหรือการสูญเสียเนื้อเยื่อบริเวณทวารหนักมากเกินไป ทำให้ช่องทวารหนักแคบลงกว่าปกติ
ผู้ป่วยอาจมีอาการ

  • ถ่ายอุจจาระลำบาก
  • อุจจาระมีขนาดเล็กลง
  • ต้องออกแรงเบ่งมากผิดปกติ

การวางแผนผ่าตัดอย่างเหมาะสมและการเก็บรักษาเนื้อเยื่อปกติไว้ให้เพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้น้อย

การผ่าตัดริดสีดวงเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัย แต่เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะพบไม่บ่อย และมักสามารถรักษาได้เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ประสบความสำเร็จ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงทวาร (FAQ)

1.ผ่าตัดริดสีดวงเจ็บไหม?

3
2
การผ่าตัดริดสีดวงอาจมีอาการปวดหลังผ่าตัดได้ โดยเฉพาะในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก เนื่องจากบริเวณทวารหนักมีเส้นประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ระดับความปวดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์ การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม การระงับปวด และการดูแลหลังผ่าตัด ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่ช่วยลดอาการปวดและส่งเสริมการฟื้นตัว ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถผ่านช่วงพักฟื้นได้เป็นอย่างดี

2.ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?

3
2
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน หลังการผ่าตัด เพื่อสังเกตอาการ ควบคุมอาการปวด และประเมินความพร้อมก่อนกลับบ้าน ทั้งนี้ ระยะเวลาพักรักษาอาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย โรคร่วม และดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

3.การผ่าตัดใช้เวลานานเท่าไร?

3
2
โดยทั่วไปการผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวน ขนาด และความซับซ้อนของริดสีดวงในผู้ป่วยแต่ละราย

4.จำเป็นต้องบล็อกหลัง (Spinal Block) หรือไม่?

3
2
ไม่จำเป็นต้องบล็อกหลังทุกราย ปัจจุบันการผ่าตัดริดสีดวงสามารถทำได้หลายวิธีในการระงับความรู้สึก ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด สุขภาพของผู้ป่วย และการประเมินของวิสัญญีแพทย์ ในผู้ป่วยที่เหมาะสม ปัจจุบันสามารถใช้ การฉีดยาชาเฉพาะที่รอบทวารหนัก (Perianal Block) ร่วมกับการให้ยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำ (TIVA) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บระหว่างผ่าตัด ฟื้นตัวได้ดี และหลีกเลี่ยงการบล็อกหลังในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตาม วิธีระงับความรู้สึกที่เหมาะสมจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย โดยวิสัญญีแพทย์และศัลยแพทย์จะร่วมกันพิจารณาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

5.พักฟื้นนานกี่วัน?

3
2
ระยะเวลาพักฟื้นแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค วิธีการผ่าตัด และลักษณะงานที่ทำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ภายในไม่กี่วันหลังผ่าตัด

6.ต้องงดงานกี่วัน?

3
2
ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน หากเป็นงานออฟฟิศอาจกลับไปทำงานได้เร็วกว่างานที่ต้องใช้แรง ยกของหนัก หรือเดินเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเป็นรายบุคคล

7.การถ่ายอุจจาระครั้งแรกหลังผ่าตัดจะเจ็บไหม?

3
2
ผู้ป่วยจำนวนมากอาจมีอาการเจ็บหรือแสบขณะขับถ่ายในช่วงแรกหลังผ่าตัด โดยเฉพาะหากอุจจาระแข็ง การดื่มน้ำ รับประทานกากใยอาหาร และใช้ยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้

8.หลังผ่าตัดต้องแช่น้ำอุ่นหรือไม่?

3
2
ไม่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยทุกราย การแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath) เป็นหนึ่งในวิธีดูแลหลังผ่าตัดที่อาจช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหูรูด และช่วยทำความสะอาดบริเวณแผลในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตาม การแช่น้ำอุ่นเป็นเพียง ทางเลือกเสริมในการดูแลหลังผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาแนะนำตามลักษณะการผ่าตัด อาการ และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

9.ผ่าตัดแล้วริดสีดวงจะกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

3
2
มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ แม้จะไม่บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น ท้องผูกเรื้อรัง เบ่งถ่ายบ่อย หรือใช้เวลาในห้องน้ำนาน

10. หลังผ่าตัดต้องงดออกกำลังกายหรือไม่?

3
2
ในช่วงแรกหลังผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการยกของหนัก หลังจากนั้นสามารถกลับไปออกกำลังกายได้ตามคำแนะนำของแพทย์

11. หลังผ่าตัดต้องงดอาหารบางชนิดหรือไม่?

3
2

โดยทั่วไป ไม่มีอาหารต้องห้ามเป็นพิเศษ หลังผ่าตัดริดสีดวง สิ่งสำคัญคือการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกหลังผ่าตัด แพทย์อาจแนะนำให้ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหากผู้ป่วยรับประทานอาหารรสจัดหรือเผ็ดแล้วทำให้รู้สึกแสบ ระคายเคือง หรือถ่ายบ่อยผิดปกติ อาจพิจารณาหลีกเลี่ยงชั่วคราวจนกว่าแผลจะดีขึ้น

หากไม่มีอาการผิดปกติ ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยเน้นอาหารที่ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก

12. หลังผ่าตัดมีเลือดออกได้หรือไม่?

3
2
อาจมีเลือดซึมเล็กน้อยจากแผลผ่าตัดในช่วงแรกได้ หากมีเลือดออกปริมาณมาก เลือดออกต่อเนื่อง หรือมีอาการหน้ามืด ควรรีบกลับมาพบแพทย์

13. ผ่าตัดริดสีดวงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือไม่?

3
2
เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด อาจมีภาวะแทรกซ้อนบางประการ เช่น เลือดออก ปัสสาวะลำบาก แผลติดเชื้อ หรือแผลหายช้า แต่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้ไม่บ่อย

14. เบิกประกันสุขภาพได้หรือไม่?

3
2
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันและรายละเอียดของกรมธรรม์ที่ผู้ป่วยถืออยู่ ควรสอบถามบริษัทประกันหรือโรงพยาบาลก่อนเข้ารับการรักษา

15. ริดสีดวงระยะ 3 หรือ 4 จำเป็นต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่?

3
2

ไม่จำเป็นเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับ การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) หรือ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA) ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับ การผ่าตัดตัดริดสีดวงเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) มากกว่า

การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค ขนาดและจำนวนหัวริดสีดวง ความรุนแรงของอาการ รวมถึงการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ทำไมควรปรึกษาศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าการมีเลือดออกทางทวารหนักหรือมีก้อนบริเวณทวารหนักหมายถึงริดสีดวงทวารเสมอ และบางรายอาจตัดสินใจเลือกวิธีรักษาด้วยตนเองจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม โรคบริเวณทวารหนักและลำไส้ใหญ่มีหลายภาวะที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น แผลปริขอบทวาร ฝีคัณฑสูตร ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ริดสีดวงทวาร

ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy)
แม้ว่าหน้านี้จะกล่าวถึงการผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยไม่ได้จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีนี้ทุกราย ในผู้ป่วยที่เหมาะสม อาจพิจารณาแนวทางการรักษาอื่น ได้แก่

การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด

  • การปรับพฤติกรรมการขับถ่าย
  • การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • การใช้ยา
  • การรัดยาง (Rubber Band Ligation)

การผ่าตัดทางเลือกในผู้ป่วยที่เหมาะสม

  • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty)
  • การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)

การเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ลักษณะของริดสีดวง และการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

การเลือกวิธีรักษาควรพิจารณาเป็นรายบุคคล

ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
การตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น

  • ระยะของริดสีดวง
  • ขนาดและจำนวนหัวริดสีดวง
  • ความรุนแรงของอาการ
  • โรคประจำตัว
  • ความคาดหวังของผู้ป่วย
  • ระยะเวลาพักฟื้นที่ยอมรับได้

เป้าหมายสำคัญคือการรักษาที่เหมาะสม ไม่ใช่การผ่าตัดเสมอไป

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การเลือกหัตถการที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด
การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด และทางเลือกในการรักษา เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเอง

"ไม่ใช่ริดสีดวงทุกคนต้องผ่าตัด และไม่ใช่ริดสีดวงทุกก้อนควรรักษาด้วยวิธีเดียวกัน"

ยังไม่แน่ใจว่าต้องผ่าตัดหรือไม่?

ผู้ป่วยหลายรายสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมที่สุด

ดูแลโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรัดยาง การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดตัดริดสีดวง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง เป็นศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และอาจารย์แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พร้อมทั้งมีผลงานวิจัย การฝึกอบรมจากต่างประเทศ และการมีส่วนร่วมในงานวิชาการด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างต่อเนื่อง

คุณวุฒิ

  • ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor)
  • อาจารย์แพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
  • อาจารย์ผู้ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ประสบการณ์วิชาการและการฝึกอบรมต่างประเทศ

  • Memorial Sloan Kettering Cancer Center (USA)
  • Seoul St. Mary's Hospital (South Korea)
  • National Cancer Center East (Japan)
  • Radiofrequency Ablation Training for Hemorrhoid Treatment, Cologne, Germany (2022)

ผลงานวิจัยและงานวิชาการ

  • มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)
  • ผู้เขียนและผู้ร่วมวิจัยในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความวิชาการ (Peer Reviewer)
  • วิทยากรในการประชุมและหลักสูตรฝึกอบรมด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

คุณอาจเหมาะกับการผ่าตัด หากมีอาการต่อไปนี้

    ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4

    มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ

    เลือดออกเรื้อรัง

    รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น

    อาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

ต้องการประเมินว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?

ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย

การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยระยะของโรค และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดมาตรฐาน หากคุณมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา หรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นริดสีดวงทวาร สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินและปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้

ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก