การรักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ
ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงบางรายที่ต้องการลดระยะพักฟื้นและหลีกเลี่ยงการผ่าตัดริดสีดวงแบบดั้งเดิม
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นหัตถการที่ช่วยลดอาการของริดสีดวงทวารในผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องตัดหัวริดสีดวงออกเหมือนการผ่าตัดมาตรฐาน
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่
ริดสีดวงระยะที่ 2-3
เลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ
มีก้อนยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระ
ต้องการลดระยะพักฟื้น
ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดในกรณีที่สามารถใช้ทางเลือกอื่นได้
การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) คืออะไร?
การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยริดสีดวงทวารบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอาการของโรคและลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ เมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบดั้งเดิมในผู้ป่วยที่เหมาะสม
เทคนิคเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม Minimally Invasive Treatment หรือการรักษาแบบแผลน้อย ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐานที่มีการตัดหัวริดสีดวงออก
หลักการรักษาแตกต่างจากการผ่าตัดอย่างไร?
การผ่าตัดริดสีดวงทวารเทคนิคมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) มีหลักการคือการตัดหัวริดสีดวงที่ผิดปกติออก
ในขณะที่การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) โดยทั่วไปจะไม่ได้มุ่งเน้นการตัดหัวริดสีดวงออก แต่ใช้พลังงานเข้าไปที่เนื้อเยื่อริดสีดวงโดยตรงเพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงริดสีดวง และทำให้เกิดการหดตัวเล็กลงและการฝ่อของหัวริดสีดวงในที่สุด
การรักษาทำให้ริดสีดวงหายไปอย่างไร?
เมื่อพลังงานจากเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุถูกส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเนื้อเยื่อ ส่งผลให้
- หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงริดสีดวงลดลงและถูกทำลาย
- หัวริดสีดวงค่อย ๆ หดยุบตัวลงในที่สุดเพราะไม่มีเลือดมาเลี้ยง
- อาการเลือดออกลดลง
- อาการมีก้อนยื่นลดลง
กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลังการรักษา
เหมาะกับผู้ป่วยทุกคนหรือไม่?
ไม่จำเป็น
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เหมาะกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ป่วยริดสีดวงระยะที่ 2-3 ที่มีลักษณะของโรคเหมาะสม
ในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่มาก ริดสีดวงระยะที่ 4 หรือมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง การผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐานอาจยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า
ดังนั้น การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจึงมีความสำคัญ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)?
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยริดสีดวงทวารทุกคน การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดของริดสีดวง ลักษณะอาการ และการตรวจประเมินโดยแพทย์
โดยทั่วไป การรักษาในกลุ่มนี้อาจเหมาะกับผู้ป่วยต่อไปนี้
ริดสีดวงทวารระยะที่ 2
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการเลือดออกหรือมีก้อนยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระ แต่หัวริดสีดวงสามารถหดกลับเข้าไปได้เอง
การรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุอาจช่วยลดอาการเลือดออกและทำให้หัวริดสีดวงหดตัวได้
ริดสีดวงทวารระยะที่ 3 บางราย
ผู้ป่วยระยะที่ 3 คือผู้ที่มีก้อนริดสีดวงยื่นออกมาขณะถ่ายอุจจาระและต้องใช้มือดันกลับ
ในบางรายที่หัวริดสีดวงมีขนาดไม่ใหญ่มาก การรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุอาจเป็นทางเลือกได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเหมาะกับการผ่าตัดมากกว่า ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและการตรวจประเมินโดยแพทย์
มีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ
ผู้ป่วยที่มีอาการถ่ายเป็นเลือดจากริดสีดวงซ้ำ ๆ แม้จะปรับพฤติกรรมหรือใช้ยาแล้ว อาจได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุในบางกรณี
มีก้อนยื่นขนาดไม่ใหญ่มาก
การรักษาในกลุ่มนี้มักให้ผลดีในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดเล็กถึงปานกลาง
หากหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่มาก หรือมีหลายหัวร่วมกัน อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐาน
ต้องการลดระยะพักฟื้น
ผู้ป่วยบางรายมีข้อจำกัดด้านเวลาในการพักฟื้นหรือไม่ต้องการหยุดงานเป็นเวลานาน
ในผู้ป่วยที่มีลักษณะโรคเหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา
ใครบ้างที่อาจไม่เหมาะกับการรักษากลุ่มนี้?
โดยทั่วไป ผู้ป่วยต่อไปนี้อาจต้องพิจารณาแนวทางการรักษาอื่นเพิ่มเติม
- ริดสีดวงภายนอก
- ริดสีดวงระยะที่ 4
- ริดสีดวงขนาดใหญ่มาก
- มีก้อนยื่นออกมาตลอดเวลา
- มีภาวะแทรกซ้อนจากริดสีดวง
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ไม่ใช่ริดสีดวงทุกคนที่ต้องผ่าตัด และไม่ใช่ริดสีดวงทุกคนที่เหมาะกับเลเซอร์หรือ RFA
การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยแพทย์ผู้เฉพาะทาง เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดในผู้ป่วยแต่ละราย
การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) คืออะไร?
Laser Hemorrhoidoplasty เป็นทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยใช้พลังงานเลเซอร์ส่งเข้าไปยังเนื้อเยื่อริดสีดวง เพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวริดสีดวงและ ทำให้หัวริดสีดวงยุบฝ่อลงและลดอาการของโรคในที่สุด
เทคนิคนี้แตกต่างจากการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน เนื่องจากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการตัดหัวริดสีดวงออกทั้งหมด แต่เน้นการลดขนาดและลดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวริดสีดวงจากภายใน
หลักการทำงานของเลเซอร์รักษาริดสีดวง
ในระหว่างการรักษา ศัลยแพทย์จะส่งพลังงานเลเซอร์เข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวงโดยตรง
พลังงานดังกล่าวจะทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและทำลายหลอดเลือดภายในหัวริดสีดวง ส่งผลให้
- หัวริดสีดวงยุบฝ่อ
- เลือดออกลดลง
- อาการมีก้อนยื่นลดลง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังการรักษา
ข้อดีของการรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์
ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยเลเซอร์ เช่น
- ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบตัดออก
- ระยะพักฟื้นโดยทั่วไปสั้นกว่าการผ่าตัดมาตรฐาน
- ไม่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่เหมือนการผ่าตัดแบบตัดหัวริดสีดวงออก
ข้อจำกัดของการรักษาด้วยเลเซอร์
แม้การรักษาด้วยเลเซอร์จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในผู้ป่วยบางราย แต่ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
ข้อจำกัดที่ควรทราบ ได้แก่
- ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายจะเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์
- ผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่มากอาจได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าการผ่าตัดมาตรฐาน
- อาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ในระยะยาว
- บางรายอาจยังจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในอนาคต
ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์?
การรักษาด้วยเลเซอร์อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย เช่น
- ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 2
- ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 3 บางราย
- ผู้ที่มีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องการลดระยะพักฟื้น
- ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดแบบดั้งเดิมในกรณีที่ลักษณะโรคเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การวางแผนรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
เลเซอร์รักษาริดสีดวงดีกว่าการผ่าตัดหรือไม่?
ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
การรักษาด้วยเลเซอร์มีข้อดีในเรื่องการลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและระยะพักฟื้นหากเข้าเกณฑ์ที่เหมาะสม ขณะที่การผ่าตัดริดสีดวงมาตรฐานยังคงเป็นแนวทางสำคัญในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีอาการรุนแรง
การเลือกแนวทางรักษาที่ดีที่สุดจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
การรักษาริดสีดวงด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) คืออะไร?
การรักษาริดสีดวงด้วยคลื่นความถี่วิทยุเป็นทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) ส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง เพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงริดสีดวง และทำให้หัวริดสีดวงยุบฝ่อลงและลดอาการของโรคได้
เทคนิคนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นในยุโรปและถูกนำมาใช้ในหลายประเทศสำหรับการรักษาผู้ป่วยริดสีดวงทวารที่มีลักษณะโรคเหมาะสม
คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) คืออะไร?
Radiofrequency Ablation หรือ RFA คือการใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อเป้าหมาย ทำให้เกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่ออย่างควบคุมได้
ในกรณีของริดสีดวงทวาร พลังงานดังกล่าวจะถูกส่งเข้าไปภายในหัวริดสีดวงโดยตรง เพื่อให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและทำลายเส้นเลือดเพื่อหยุดการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงหัวริดสีดวง
การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ทำงานอย่างไร?
ระหว่างการรักษา ศัลยแพทย์จะสอดหัวอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง และปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษา
ผลที่เกิดขึ้นคือ
- หลอดเลือดภายในหัวริดสีดวงถูกทำลาย
- หัวริดสีดวงค่อย ๆ ยุบฝ่อลง
- อาการมีก้อนยื่นลดลง
- อาการเลือดออกลดลง
หลังการรักษา ร่างกายจะค่อย ๆ ดูดซึมเนื้อเยื่อที่ได้รับการรักษาและเกิดการหดตัวของหัวริดสีดวงตามธรรมชาติ
ข้อดีของ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)
ในผู้ป่วยที่เหมาะสม RFA อาจมีข้อดีหลายประการ เช่น
- ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบตัดออก
- ไม่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่
- ระยะพักฟื้นโดยทั่วไปสั้นกว่าการผ่าตัดมาตรฐาน
- สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้นในผู้ป่วยหลายราย
ข้อจำกัดของ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)
แม้ RFA จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
ข้อจำกัดที่ควรทราบ ได้แก่
- ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายจะเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์
- ผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่มากอาจได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าการผ่าตัดมาตรฐาน
- อาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ในระยะยาว
- บางรายอาจยังจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในอนาคต
ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์?
การรักษาด้วยเลเซอร์อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย เช่น
- ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 2
- ริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 3 บางราย
- ผู้ที่มีเลือดออกจากริดสีดวงเป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องการลดระยะพักฟื้น
- ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัดแบบดั้งเดิมในกรณีที่ลักษณะโรคเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การประเมินแนวทางที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) แตกต่างจากการผ่าตัดริดสีดวงอย่างไร?
การผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน (Hemorrhoidectomy) มีหลักการคือการตัดหัวริดสีดวงออก
ในขณะที่ RFA ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุเพื่อทำให้หัวริดสีดวงหดตัวจากภายใน โดยไม่ได้มุ่งเน้นการตัดหัวริดสีดวงออกทั้งหมด
ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน และไม่มีวิธีใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
งานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)
มีการศึกษาทางการแพทย์หลายฉบับที่รายงานผลลัพธ์ของการรักษาริดสีดวงทวารด้วย การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) โดยพบว่าในรายที่ลักษณะโรคเอื้ออำนวย วิธีการรักษานี้สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรค และอาจมีข้อดี เช่น อาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลง ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีน (opioids) และสามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับการผ่าตัดตัดริดสีดวงในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาผลลัพธ์ของการรักษาริดสีดวงทวารด้วย RFA และเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการทางการแพทย์
ดูผลงานวิจัยและบทความวิชาการเพิ่มเติม
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) แตกต่างกันอย่างไร?
ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารหลายรูปแบบ โดยการรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) เป็นสองทางเลือกที่ได้รับความสนใจในผู้ป่วยบางราย
แม้ทั้งสองวิธีจะอยู่ในกลุ่มการรักษาแบบแผลน้อย แต่มีหลักการรักษาและข้อพิจารณาที่แตกต่างกัน
หลักการรักษา
การรักษาด้วยเลเซอร์ใช้พลังงานเลเซอร์ส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง เพื่อให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและลดการไหลเวียนเลือดภายในหัวริดสีดวง
ส่วนการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อริดสีดวง ทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและลดขนาดของหัวริดสีดวงในลักษณะที่แตกต่างกันตามกลไกของพลังงานที่ใช้
ลักษณะของริดสีดวงที่เหมาะสม
ทั้งเลเซอร์และ RFA มักใช้ในผู้ป่วยริดสีดวงทวารระยะที่ 2 และระยะที่ 3 บางราย
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมของแต่ละเทคนิคขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ขนาดของหัวริดสีดวง
- จำนวนหัวริดสีดวง
- อาการหลักของผู้ป่วย
- ประสบการณ์ของแพทย์ผู้รักษา
ระยะพักฟื้น
ทั้งสองวิธีมักมีระยะพักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบตัดหัวริดสีดวงออก
ความเจ็บปวดหลังการรักษา
โดยทั่วไป ทั้งเลเซอร์และ RFA มักทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยกว่าการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยยังสามารถมีอาการปวด บวม หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณที่รักษาได้ และระดับอาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ข้อจำกัดของแต่ละวิธี
แม้ทั้งเลเซอร์และ RFA จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
ในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงภายนอก ริดสีดวงภายในขนาดใหญ่มาก ริดสีดวงภายในระยะที่ 4 หรือมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง การผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐานอาจยังเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำหรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมในอนาคต ไม่ว่าจะเลือกใช้เทคนิคใดก็ตาม
แล้วควรเลือกวิธีใด?
ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
การพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาจากลักษณะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความคาดหวังของผู้ป่วย และการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
เป้าหมายสำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่คือการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เจ็บไหม?
นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจรักษา
คำตอบคือ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการปวดหลังการรักษาน้อยกว่าการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บเลย
ระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ระยะของริดสีดวง
- จำนวนและขนาดของหัวริดสีดวง
- เทคนิคที่ใช้ในการรักษา
- การตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล
หลังทำเลเซอร์ริดสีดวง และ RFA เจ็บไหม?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจมีอาการ
- ระคายเคืองบริเวณทวารหนัก
- รู้สึกตึงหรือบวมเล็กน้อย
- ปวดหรือแสบเล็กน้อยขณะขับถ่ายในช่วงแรก
- มีเลือดซึมเล็กน้อยในช่วงแรกหลังการรักษา
อาการเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้นตามกระบวนการหายของเนื้อเยื่อ
ต้องพักฟื้นกี่วัน?
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาพักฟื้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และไม่มีตัวเลขที่ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน
ความจริงที่ผู้ป่วยควรรู้
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ไม่ได้หมายความว่า "ไม่เจ็บ"
แต่การรักษากลุ่มนี้มักช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและลดระยะพักฟื้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
การพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากลักษณะของโรคและการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ไม่ใช่พิจารณาจากเรื่องความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ผู้ป่วยมักเข้าใจผิด
เลเซอร์ = ไม่เจ็บ
RFA = ไม่เจ็บ
กลับไปทำงานได้ทุกคนในวันรุ่งขึ้น
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการปวดน้อยกว่าการผ่าตัดแบบมาตรฐาน
ยังกังวลเรื่องความเจ็บอยู่ไหม?
ระดับความเจ็บปวดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การพูดคุยกับศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเหมาะกับวิธีรักษาแบบไหน และควรคาดหวังอะไรได้บ้างระหว่างการฟื้นตัว
ขั้นตอนการรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)
การรักษาด้วย เลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และ คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) สำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสม โดยขั้นตอนการรักษาอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามลักษณะของโรคและเทคนิคที่เลือกใช้
1. ตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์
แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินระยะของริดสีดวงทวาร เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะกับการรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) หรือไม่
2. วางแผนการรักษา
หลังการประเมิน แพทย์จะอธิบายทางเลือกในการรักษา รวมถึงข้อดี ข้อจำกัด และผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
3. ทำหัตถการ
แพทย์จะใช้พลังงานเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) รักษาหัวริดสีดวงตามตำแหน่งที่มีปัญหา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้หัวริดสีดวงหดตัวและลดอาการของโรค
4. พักฟื้นและสังเกตอาการ
หลังการรักษา ผู้ป่วยจะพักสังเกตอาการตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อประเมินอาการปวด เลือดออก และความพร้อมก่อนกลับบ้าน
5. กลับบ้านและติดตามผล
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน และสามารถกลับบ้านได้เมื่ออาการคงที่ แพทย์จะนัดติดตามอาการและประเมินผลการรักษาตามความเหมาะสม
โดยทั่วไป
⏱️ ระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 20–30 นาที
🏥 พักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างน้อย 1 คืน
📅 ติดตามอาการตามนัดของแพทย์
หลังการรักษาต้องพักฟื้นนานไหม?
หนึ่งในเหตุผลที่ผู้ป่วยหลายรายสนใจการรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) คือการลดระยะพักฟื้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับ
- ระยะของริดสีดวง
- จำนวนและขนาดของหัวริดสีดวง
- เทคนิคที่ใช้ในการรักษา
- การตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล
สามารถกลับไปทำงานได้เมื่อไร?
ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับไปทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างเร็วหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม หากเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก ยกของหนัก หรือมีการนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
แพทย์จะให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลตามลักษณะงานและอาการหลังการรักษา
สามารถออกกำลังกายได้เมื่อไร?
ในช่วงแรกหลังการรักษา ควรหลีกเลี่ยง
- การยกน้ำหนัก
- การออกกำลังกายหนัก
- กิจกรรมที่เพิ่มแรงดันในช่องท้อง
เมื่ออาการปวดและอาการบวมลดลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับไปออกกำลังกายได้ตามลำดับ โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา
สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติหรือไม่?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติหลังการรักษา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกอาจมีอาการ
- ระคายเคืองเล็กน้อย
- ปวดหรือแสบขณะถ่ายอุจจาระ
- มีเลือดซึมเล็กน้อย
อาการดังกล่าวมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามกระบวนการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ
เพื่อช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้น ควร
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
- หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย
- ใช้ยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์หากจำเป็น
สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ไม่ได้หมายความว่าสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติทันทีในทุกคน แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่ระยะเวลาการพักฟื้นขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล
การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
หลังการรักษาโดยทั่วไป
🏠 นอนโรงพยาบาล 1คืนหลังผ่าตัด
🚶 เดินได้ตามปกติ
💼 กลับไปทำงานได้ค่อนข้างเร็วในผู้ป่วยหลายราย
🏃 กลับไปออกกำลังกายได้หลังอาการดีขึ้น
🚽 ขับถ่ายได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงท้องผูก
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังการรักษาด้วยเลเซอร์
และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)
การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) เป็นทางเลือกในการรักษาริดสีดวงทวารที่มีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยกว่าการผ่าตัดแบบตัดหัวริดสีดวงออก
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ทุกชนิด ยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้
เลือดออกหลังการรักษา
ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดซึมเล็กน้อยจากบริเวณที่รักษาได้ โดยเฉพาะในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อริดสีดวงค่อย ๆ ฝ่อและหลุดลอกตามกระบวนการหายของแผล จึงอาจมีเลือดซึมปริมาณเล็กน้อยร่วมกับอาการระคายเคืองหรือแสบบริเวณทวารหนักได้
อาการดังกล่าวมักเป็นภาวะที่พบได้ในระยะพักฟื้นและจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากมีเลือดออกปริมาณมาก เลือดออกต่อเนื่อง มีลิ่มเลือดจำนวนมาก หรือมีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ทันที
อาการบวมและระคายเคือง
หลังการรักษาอาจมีอาการ
- บวมเล็กน้อย
- รู้สึกตึงบริเวณทวารหนัก
- ระคายเคืองหรือไม่สบายบริเวณที่รักษา
อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ
ก้อนริดสีดวงยุบไม่หมด
แม้การรักษาจะช่วยลดขนาดของหัวริดสีดวงได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจยังคงมีก้อนริดสีดวงเหลืออยู่บางส่วน โดยเฉพาะในกรณีที่ริดสีดวงมีขนาดใหญ่หรือมีหลายหัวตั้งแต่ก่อนการรักษา
อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม
ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการรักษาซ้ำ หรือพิจารณาทางเลือกอื่นเพิ่มเติม หากอาการยังคงอยู่หรือผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
การตัดสินใจขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและการประเมินโดยแพทย์ผู้รักษา
การกลับเป็นซ้ำของริดสีดวง
เช่นเดียวกับการรักษาริดสีดวงทุกวิธี การกลับเป็นซ้ำสามารถเกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น
- ท้องผูกเรื้อรัง
- เบ่งถ่ายเป็นประจำ
- ใช้เวลาในห้องน้ำนาน
- รับประทานกากใยอาหารไม่เพียงพอ
การปรับพฤติกรรมการขับถ่ายและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมมีส่วนสำคัญในการลดโอกาสกลับเป็นซ้ำในระยะยาว
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้ไม่บ่อย
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) พบได้ไม่บ่อย แต่ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนตัดสินใจรักษา
การเลือกผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้ การวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง และการติดตามอาการหลังการรักษาอย่างเหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษา
สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้
เลเซอร์และ RFA เป็นทางเลือกที่ดีในผู้ป่วยที่เหมาะสม
ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน
อาจจำเป็นต้องรักษาซ้ำในบางราย
การปรับพฤติกรรมยังคงมีความสำคัญ แม้หลังการรักษา
งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงแบบแผลเล็ก
การผ่าตัดริดสีดวงแบบแผลเล็ก เช่น การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ลดอาการปวดหลังผ่าตัด และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การวางแผนรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาร่วมกับระยะของโรค ขนาดของหัวริดสีดวง ความรุนแรงของอาการ และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย
หลักฐานทางการแพทย์จากต่างประเทศ
มีการศึกษาทางการแพทย์จากหลายประเทศที่ประเมินผลลัพธ์ของ Laser Hemorrhoidoplasty และ Radiofrequency Ablation (RFA) ในการรักษาริดสีดวงทวาร โดยพบว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ทั้งสองเทคนิคสามารถช่วยลดอาการเลือดออก ลดการยื่นของหัวริดสีดวง และบรรเทาอาการของโรคได้
นอกจากนี้ หลายการศึกษารายงานว่าเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กอาจมีข้อดี ได้แก่
- อาการปวดหลังผ่าตัดลดลงในผู้ป่วยบางราย
- ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดชนิดแรง (Opioids) ในบางการศึกษา
- ฟื้นตัวและกลับไปทำกิจวัตรประจำวันหรือทำงานได้เร็วขึ้น
- มีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดบางรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันตามลักษณะของโรค เทคนิคการผ่าตัด ประสบการณ์ของศัลยแพทย์ และระยะเวลาการติดตามผล
การเลือกผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญ
แนวทางเวชปฏิบัติจากสมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักหลายแห่งทั่วโลกให้ความสำคัญกับ การเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม (Patient Selection) เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของการรักษา
โดยทั่วไป
- Laser Hemorrhoidoplasty และ Radiofrequency Ablation (RFA) อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารระยะที่ 2 และผู้ป่วยระยะที่ 3 บางรายที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
- การผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) ยังคงเป็นมาตรฐานการรักษาที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 4 หรือมีองค์ประกอบของริดสีดวงภายนอกเด่น
ดังนั้น การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจึงมีบทบาทสำคัญในการวางแผนรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
งานวิจัยของ ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาผลลัพธ์ของ การรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) และเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการทางการแพทย์
ผลการศึกษารายงานว่า ในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม การรักษาด้วย RFA สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีในการบรรเทาอาการของโรค พร้อมทั้งมีแนวโน้มช่วยลดอาการปวดหลังผ่าตัด ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม Opioids และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปทำกิจวัตรประจำวันหรือทำงานได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดตัดริดสีดวงในกลุ่มผู้ป่วยที่ศึกษา
ดูผลงานวิจัยและผลงานวิชาการทั้งหมด
สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยควรทราบ
ไม่มีวิธีรักษาใดที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน การเลือกแนวทางการรักษาควรอาศัยการประเมินร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยคำนึงถึงระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ลักษณะของริดสีดวง โรคร่วม ความคาดหวังของผู้ป่วย รวมถึงข้อดีและข้อจำกัดของการรักษาแต่ละวิธี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดในผู้ป่วยแต่ละราย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์
และคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)
1. การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์ หรือ RFA เจ็บไหม?
2. ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?
3. ใช้เวลาทำนานเท่าไร?
4. ต้องพักฟื้นกี่วัน?
5. สามารถกลับไปทำงานได้เมื่อไร?
6. สามารถออกกำลังกายได้เมื่อไร?
7. หลังทำสามารถขับถ่ายอุจจาระได้ตามปกติหรือไม่?
8. ริดสีดวงระยะที่ 3 สามารถทำเลเซอร์ หรือ RFA ได้หรือไม่?
9. ริดสีดวงระยะที่ 4 สามารถทำ RFA ได้หรือไม่?
10. เลเซอร์กับ RFA ต่างกันอย่างไร?
11. เลเซอร์หรือ RFA ดีกว่ากัน?
12. หลังรักษาแล้วริดสีดวงกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
13. หากรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA แล้วไม่ได้ผล ต้องทำอย่างไร?
14. การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA สามารถเบิกประกันได้หรือไม่?
15. การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA เหมาะกับผู้สูงอายุหรือไม่?
16. การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA ปลอดภัยหรือไม่?
17. หลังรักษาต้องมาติดตามอาการหรือไม่?
18. จะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองเหมาะกับเลเซอร์หรือ RFA?
19. การผ่าตัดด้วยเลเซอร์หรือ RFA ใช้แทนการผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) ได้ทุกคนหรือไม่?
แม้ว่าการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) และการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation; RFA) จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงทวารบางราย แต่ ไม่สามารถใช้ทดแทนการผ่าตัดตัดริดสีดวง (Hemorrhoidectomy) ได้ในผู้ป่วยทุกราย โดยทั่วไป วิธีการรักษาทั้งสองอาจเหมาะสำหรับผู้ป่วยริดสีดวงระยะที่ 2 และผู้ป่วยระยะที่ 3 บางรายที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ขณะที่ผู้ป่วยที่มีริดสีดวงขนาดใหญ่ ริดสีดวงระยะที่ 4 หรือมีองค์ประกอบของริดสีดวงภายนอกเด่น อาจเหมาะกับการผ่าตัดตัดริดสีดวงมากกว่า การเลือกวิธีรักษาควรอาศัยการประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
20. หลังทำ RFA หรือเลเซอร์ ต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือไม่?
21. รักษาด้วยเลเซอร์หรือ RFA แล้วสามารถกลับมาเป็นริดสีดวงอีกได้หรือไม่?
22. RFA หรือเลเซอร์สามารถรักษาริดสีดวงภายนอกได้หรือไม่?
23. หากมีทั้งริดสีดวงภายในและริดสีดวงภายนอก ควรรักษาอย่างไร?
ดูแลโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารแต่ละรายมีลักษณะของโรคและความต้องการที่แตกต่างกัน การประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรัดยาง การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดตัดริดสีดวง
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง เป็นศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และอาจารย์แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พร้อมทั้งมีผลงานวิจัย การฝึกอบรมจากต่างประเทศ และการมีส่วนร่วมในงานวิชาการด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างต่อเนื่อง
คุณวุฒิ
- ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor)
- อาจารย์แพทย์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
- อาจารย์ผู้ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ประสบการณ์วิชาการและการฝึกอบรมต่างประเทศ
- Memorial Sloan Kettering Cancer Center (USA)
- Seoul St. Mary's Hospital (South Korea)
- National Cancer Center East (Japan)
- Radiofrequency Ablation Training for Hemorrhoid Treatment, Cologne, Germany (2022)
ผลงานวิจัยและงานวิชาการ
- มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาริดสีดวงทวารด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation, RFA)
- ผู้เขียนและผู้ร่วมวิจัยในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความวิชาการ (Peer Reviewer)
- วิทยากรในการประชุมและหลักสูตรฝึกอบรมด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
คุณอาจเหมาะกับการผ่าตัด หากมีอาการต่อไปนี้
ริดสีดวงระยะที่ 3 หรือ 4
มีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนักเป็นประจำ
เลือดออกเรื้อรัง
รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
อาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ต้องการประเมินว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
ผู้ป่วยริดสีดวงทวารไม่ได้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดทุกราย
การตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะช่วยวินิจฉัยระยะของโรค และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการผ่าตัดมาตรฐาน หากคุณมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมา หรือสงสัยว่าตนเองอาจเป็นริดสีดวงทวาร สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินและปรึกษาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้
ข้อมูลบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย
ผศ.นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

